Main Banner

ปฏิรูปภาษียาสูบไทยในจุดเปลี่ยนสำคัญ: จากโครงสร้างภาษีที่บิดเบือนตลาด สู่เครื่องมือคุ้มครองสุขภาพของสังคมไทย



      การควบคุมการบริโภคยาสูบเป็นหนึ่งในโจทย์นโยบายสาธารณะที่มีความซับซ้อนมากที่สุดเรื่องหนึ่งของรัฐสมัยใหม่ เพราะเป็นประเด็นที่พาดผ่านทั้งมิติสุขภาพ เศรษฐกิจ การคลัง กฎหมาย และพฤติกรรมผู้บริโภคในตลาดจริง หากพิจารณาในเชิงหลักการ ภาษียาสูบมิได้มีความหมายเพียงการจัดเก็บรายได้เข้ารัฐ แต่เป็นกลไกเชิงโครงสร้างที่รัฐใช้เพื่อทำให้สินค้าที่ก่ออันตรายต่อสุขภาพมีต้นทุนทางเศรษฐกิจสูงขึ้น สะท้อนต้นทุนทางสังคมที่แท้จริง และลดการเข้าถึงของผู้บริโภค โดยเฉพาะในกลุ่มที่เปราะบางต่อการเริ่มสูบหรือการสูบต่อเนื่อง

      อย่างไรก็ดี คำถามสำคัญของประเทศไทยในปัจจุบันมิใช่เพียงว่า “ควรขึ้นภาษียาสูบหรือไม่” หากแต่อยู่ที่ว่า “ควรออกแบบโครงสร้างภาษีอย่างไร” จึงจะทำให้ภาษีทำหน้าที่ได้ครบทั้งในมิติการคุ้มครองสุขภาพ การลดแรงจูงใจให้ผู้ประกอบการและผู้บริโภคเคลื่อนตัวไปยังสินค้าราคาถูกกว่า และการรักษาประสิทธิภาพของระบบจัดเก็บรายได้ของรัฐไปพร้อมกัน ปัญหาหลักของไทยจึงไม่ได้อยู่ที่การมีมาตรการภาษีหรือไม่มีมาตรการภาษี แต่อยู่ที่การออกแบบโครงสร้างภาษีที่ยังเปิดช่องให้เกิดการปรับตัวของตลาดในลักษณะที่บั่นทอนผลลัพธ์เชิงนโยบายเสียเอง

      เมื่อพิจารณาข้อมูลสถานการณ์ในช่วงที่ผ่านมา จะเห็นได้ว่ารายได้ภาษีสรรพสามิตยาสูบของไทยในปี 2567 อยู่ที่ 51,248 ล้านบาท ลดลงจากระดับสูงสุด 68,603 ล้านบาทในปี 2560 ขณะเดียวกัน ปริมาณยาสูบที่เข้าสู่ระบบภาษีก็ลดลงจาก 2,195 ล้านซองในปี 2558 เหลือ 1,231 ล้านซองในปี 2567 ภาพดังกล่าวสะท้อนว่าไทยกำลังอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของนโยบายภาษียาสูบ ซึ่งไม่อาจอธิบายด้วยตรรกะเชิงปริมาณแบบตรงไปตรงมาอีกต่อไป เพราะตัวเลขที่ลดลงอาจบ่งชี้ได้ทั้งความสำเร็จด้านสุขภาพ ความบกพร่องของโครงสร้างภาษี หรือการรั่วไหลของตลาดออกนอกระบบในเวลาเดียวกัน

      บทความนี้มุ่งวิเคราะห์สถานการณ์ภาษียาสูบของประเทศไทยในฐานะปัญหาเชิงโครงสร้าง ไม่ใช่เพียงประเด็นเชิงเทคนิคของการขึ้นหรือลดอัตราภาษี โดยจะเริ่มจากภาพรวมของระบบภาษียาสูบไทย อธิบายข้อจำกัดของโครงสร้างปัจจุบัน วิเคราะห์ผลของความแตกต่างด้านภาระภาษีระหว่างผลิตภัณฑ์แต่ละชนิด และชี้ให้เห็นทิศทางการปฏิรูปที่ควรเดินหน้า เพื่อทำให้ภาษีกลับมาเป็นเครื่องมือคุ้มครองสุขภาพประชาชนอย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น





ภาษียาสูบในฐานะเครื่องมือสาธารณสุข ไม่ใช่เพียงเครื่องมือการคลัง

      ฐานคิดสำคัญของภาษียาสูบไทยตั้งอยู่บนวัตถุประสงค์ด้านสุขภาพและศีลธรรม โดยมีการจัดเก็บทั้งบนฐานมูลค่าและฐานปริมาณ ขณะเดียวกันยังมีภาระเงินนำส่งกองทุนและภาษีเพื่อราชการส่วนท้องถิ่นประกอบอยู่ในระบบ ไม่ว่าจะเป็นเงินบำรุง TPBS เงินบำรุง สสส. เงินบำรุงกองทุนพัฒนาการกีฬา เงินบำรุงกองทุนผู้สูงอายุ ตลอดจนภาษีเพื่อราชการส่วนท้องถิ่นและภาษีบำรุงท้องถิ่นขององค์การบริหารส่วนจังหวัด โครงสร้างดังกล่าวสะท้อนว่า ภาษียาสูบของไทยไม่ใช่เพียงมาตรการหารายได้ของรัฐส่วนกลาง หากแต่เชื่อมโยงกับระบบประโยชน์สาธารณะหลายส่วนในเวลาเดียวกัน

      อย่างไรก็ดี การพิจารณาภาษียาสูบในเชิงนโยบายสาธารณะจำเป็นต้องเริ่มจากความเข้าใจว่า ยาสูบเป็นสินค้าที่ก่อให้เกิดต้นทุนทางสังคมสูงกว่าราคาที่สะท้อนในตลาดจริง ความสูญเสียจากยาสูบไม่ได้เกิดเฉพาะกับผู้สูบ แต่รวมถึงภาระการรักษาพยาบาล การสูญเสียผลิตภาพแรงงาน และผลกระทบต่อครอบครัวและชุมชน การใช้ภาษีจึงเป็นการทำให้สินค้าดังกล่าวมีราคาสอดคล้องกับต้นทุนทางสังคมมากขึ้น และทำหน้าที่ทั้งเชิงควบคุมและเชิงป้องกันไปพร้อมกัน

      ในเชิงประวัติศาสตร์ ประสบการณ์ของไทยเคยแสดงให้เห็นแล้วว่าการใช้ภาษีเป็นเครื่องมือควบคุมยาสูบสามารถสร้างผลลัพธ์ด้านสุขภาพได้อย่างมีนัยสำคัญ ช่วงที่ประเทศไทยปรับภาษีจากระบบหลายอัตราไปสู่อัตราเดียวตั้งแต่ปี 2533 และทยอยปรับขึ้นในระยะต่อมา เป็นช่วงที่มาตรการภาษีมีบทบาทสำคัญต่อการลดการสูบบุหรี่ โดยการประเมินผลกระทบของนโยบายควบคุมยาสูบในช่วงปี 2534–2549 ระบุว่าอัตราการสูบบุหรี่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ และสัดส่วนการลดลงส่วนใหญ่สัมพันธ์กับผลของการขึ้นภาษี นี่จึงเป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ที่ชัดเจนว่า หากออกแบบอย่างเหมาะสม ภาษียาสูบสามารถทำหน้าที่เป็นเครื่องมือสาธารณสุขที่ทรงพลังได้จริง



จุดอ่อนของโครงสร้างภาษีปัจจุบัน: เมื่อระบบสองอัตราส่งแรงจูงใจให้ตลาดไหลลงสู่สินค้าราคาถูก

      ข้อจำกัดสำคัญที่สุดของภาษียาสูบไทยในปัจจุบันอยู่ที่โครงสร้างการจัดเก็บภาษีบุหรี่ซิกาแรตแบบแบ่งตามช่วงราคาขายปลีก โดยบุหรี่ที่มีราคาขายปลีกไม่เกิน 72 บาทต่อซองเสียภาษีตามมูลค่าร้อยละ 25 ขณะที่บุหรี่ที่มีราคาสูงกว่านั้นเสียภาษีตามมูลค่าร้อยละ 42 และทั้งสองกลุ่มเสียภาษีตามปริมาณที่ 1.25 บาทต่อมวนควบคู่กันไป การมี “เพดานราคา” เป็นเส้นแบ่งภาระภาษีในสินค้าประเภทเดียวกัน ทำให้ภาษีไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือสะท้อนต้นทุนต่อสุขภาพเท่านั้น แต่กลายเป็นตัวแปรที่กำหนดพฤติกรรมของตลาดอย่างชัดเจน

      เมื่อพิจารณาโครงสร้างภาระภาษีจะเห็นภาพนี้เด่นชัดขึ้น บุหรี่ซิกาแรตที่มีราคาขายปลีก 72 บาทต่อซองมีภาระภาษีฐานมูลค่าคิดเป็นประมาณร้อยละ 40 ของภาษีสรรพสามิตทั้งหมด ขณะที่บุหรี่ซิกาแรตราคาประมาณ 102 บาทต่อซองมีภาระภาษีฐานมูลค่าสูงขึ้นเป็นร้อยละ 60 ของภาษีทั้งหมด ความต่างเช่นนี้ไม่ได้เป็นเพียงความต่างทางตัวเลข แต่เป็นความต่างเชิงแรงจูงใจที่ผลักดันให้ผู้ผลิตและผู้ประกอบการปรับตำแหน่งสินค้าให้ไหลลงสู่ช่วงราคาที่มีภาระภาษีต่ำกว่า

      ผลลัพธ์เชิงโครงสร้างของระบบดังกล่าวปรากฏชัดในข้อมูลตลาดจริง กล่าวคือ บุหรี่ซิกาแรตที่มีราคาขายปลีกไม่เกิน 72 บาทต่อซองคิดเป็นสัดส่วนถึงร้อยละ 96 ของปริมาณทั้งหมดที่ชำระภาษี ข้อเท็จจริงนี้สะท้อนว่าตลาดได้ตอบสนองต่อโครงสร้างภาษีด้วยการเคลื่อนตัวอย่างหนักไปสู่กลุ่มสินค้าราคาต่ำ การออกแบบภาษีในลักษณะนี้จึงขัดกับหลักความเป็นกลางทางเศรษฐกิจ และทำให้การควบคุมการบริโภคผ่านกลไกราคาไม่เกิดขึ้นอย่างทั่วถึงทั้งตลาด

      ในเชิงนโยบาย ปัญหานี้มีความสำคัญมากกว่าคำถามว่า “ภาษีสูงเกินไปหรือไม่” เพราะแม้อัตราภาษีจะถูกปรับขึ้น แต่หากโครงสร้างภาษีเปิดช่องให้ผู้ประกอบการเทสินค้าเข้าสู่กลุ่มราคาต่ำได้ ผลสุดท้ายที่เกิดขึ้นอาจไม่ใช่การลดการบริโภค แต่เป็นเพียงการปรับรูปแบบการแข่งขันในตลาดให้เน้นสินค้าราคาถูกมากขึ้น การมีภาษีจึงไม่ได้หมายความว่าภาษีจะทำงานอย่างมีประสิทธิภาพเสมอไป หากโครงสร้างภาษีเองเป็นผู้สร้างแรงจูงใจให้ตลาดหลบเลี่ยงผลเชิงสุขภาพของมาตรการนั้น



รายได้ภาษีที่ลดลง: สัญญาณของปัญหาเชิงโครงสร้างมากกว่าคำตอบสำเร็จรูป

      การลดลงของรายได้ภาษียาสูบในช่วงหลังเป็นประเด็นที่ต้องอธิบายอย่างระมัดระวัง แม้ข้อมูลรายได้จากปี 2560 ถึง 2567 จะมีแนวโน้มลดลงต่อเนื่อง และเอกสารเชิงวิชาการบางส่วนใช้กรอบ Laffer Curve อธิบายว่าการจัดเก็บภาษีที่สูงเกินระดับเหมาะสมอาจทำให้ฐานภาษีลดลงจนรายได้รัฐลดลงตามไปด้วย แต่ในบริบทของไทย การอธิบายด้วยกรอบดังกล่าวเพียงมิติเดียวอาจไม่เพียงพอ

      คำอธิบายที่รอบด้านกว่าคือ การลดลงของรายได้ภาษีอาจเกิดจากหลายปัจจัยซ้อนทับกัน ทั้งการอยู่ใกล้หรือเกินระดับภาษีที่เหมาะสมในเชิงทฤษฎี ผลของโครงสร้างสองอัตราที่ทำให้ตลาดไหลลงสู่บุหรี่ราคาต่ำ และการรั่วไหลของผู้บริโภคออกไปสู่สินค้านอกระบบหรือผลิตภัณฑ์ภาษีต่ำกว่า แนวคิด Laffer Curve จึงควรถูกใช้เป็น “เครื่องมือวิเคราะห์” มากกว่าจะถูกใช้เป็น “ข้อยุติ” ของปัญหา

      ประเด็นที่สำคัญยิ่งกว่านั้นคือ เส้นโค้งดังกล่าวมิได้อยู่นิ่งตายตัว แต่ขึ้นอยู่กับบริบทแวดล้อมของระบบภาษีและตลาด หากประสิทธิภาพในการปราบปรามบุหรี่เถื่อนดีขึ้น หากโครงสร้างภาษีลดแรงจูงใจให้ผู้บริโภคย้ายไปใช้สินค้าอื่น หรือหากช่องว่างระหว่างภาษีของผลิตภัณฑ์แต่ละชนิดแคบลง ความสัมพันธ์ระหว่างอัตราภาษีกับรายได้รัฐก็ย่อมเปลี่ยนแปลงได้เช่นกัน ในความหมายนี้ ปัญหาของไทยจึงไม่ใช่แค่ว่า “ภาษีถึงจุดสูงสุดแล้วหรือยัง” แต่คือการที่ ecosystem ของตลาดยาสูบยังเปิดช่องให้เกิดการหลบหนีออกจากผลของมาตรการภาษีได้มากเกินไป



ยาเส้นและสินค้าทดแทน: ช่องว่างที่ทำให้การปฏิรูปภาษีบุหรี่ยังไม่สมบูรณ์

      อีกหนึ่งข้อจำกัดเชิงโครงสร้างที่ไม่อาจละเลย คือ ความแตกต่างของภาระภาษีระหว่างบุหรี่ซิกาแรตกับยาสูบประเภทอื่น โดยเฉพาะยาเส้น ในโครงสร้างอัตราปัจจุบัน ยาเส้นบางกลุ่มยังถูกจัดเก็บในอัตราต่ำมาก เช่น 0.025 บาทต่อกรัม สำหรับผู้ผลิตขนาดเล็ก หรือ 0.10 บาทต่อกรัมสำหรับกลุ่มอื่น เมื่อเปรียบเทียบกับบุหรี่ซิกาแรตแล้ว ความต่างของภาระภาษีนี้มีนัยสำคัญอย่างยิ่งในทางพฤติกรรมผู้บริโภค

      ข้อมูลด้านการบริโภคสะท้อนว่ายาเส้นไม่ใช่ตลาดขนาดเล็ก หากแต่มีผู้สูบเกี่ยวข้องจำนวนมาก โดยมีผู้สูบยาเส้นอย่างเดียว 2,065,046 คน และเมื่อรวมผู้ที่สูบทั้งบุหรี่มวนกับยาเส้นแล้ว จำนวนผู้ที่เกี่ยวข้องกับการสูบยาเส้นรวมอยู่ที่ 5,014,267 คน ภาพนี้ทำให้เห็นชัดว่า ยาเส้นเป็นสินค้าทดแทนที่มีน้ำหนักจริงในระบบการบริโภคยาสูบของไทย ไม่ใช่เพียงตลาดชายขอบ

      ในทางวิชาการ หลักสำคัญของการออกแบบภาษียาสูบคือ ต้องลดโอกาสที่ผู้บริโภคจะหันไปใช้สินค้ายาสูบชนิดอื่นที่ราคาถูกกว่า หรือเกิดปรากฏการณ์ substitution และ trading down effect เอกสารด้านการควบคุมยาสูบยังย้ำว่าผลิตภัณฑ์ยาสูบต่างชนิดกันควรมีภาระภาษีหรือราคาที่ใกล้เคียงกันเพื่อลดการใช้ทดแทนกัน และยกตัวอย่างต่างประเทศที่ทำให้ภาษีบุหรี่ซิกาแรตกับยาเส้นอยู่ในระดับใกล้เคียงกันมากกว่าไทย

      ดังนั้น หากการปฏิรูปภาษียาสูบของไทยมุ่งจัดการเฉพาะบุหรี่ซิกาแรต แต่ปล่อยให้ยาเส้นยังคงมีภาระภาษีต่ำอย่างมีนัยสำคัญ ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นอาจเป็นเพียงการผลักผู้บริโภคบางส่วนออกจากสินค้าประเภทหนึ่งไปสู่อีกประเภทหนึ่ง ไม่ใช่การลดการบริโภคยาสูบโดยรวมอย่างแท้จริง นี่คือเหตุผลที่การปฏิรูปภาษียาสูบต้องมองทั้งระบบสินค้า ไม่ใช่มองเฉพาะบุหรี่ซิกาแรตแยกขาดออกมา



บุหรี่เถื่อนกับข้อจำกัดของการใช้ภาษีแบบโดดเดี่ยว

      อีกมิติหนึ่งที่ทำให้ภาษียาสูบของไทยทำงานได้ไม่เต็มศักยภาพ คือ การมีทางหนีออกจากตลาดที่อยู่ภายใต้การจัดเก็บภาษี หากระบบควบคุมบุหรี่เถื่อนยังมีข้อจำกัด การขึ้นภาษีในระบบปกติอาจไม่ได้นำไปสู่การลดการสูบอย่างที่ตั้งใจไว้ เพราะผู้บริโภคส่วนหนึ่งสามารถย้ายไปสู่สินค้าที่ไม่อยู่ในระบบภาษีได้ ปัญหานี้ทำให้การประเมินผลด้านรายได้และผลด้านสุขภาพจากการขึ้นภาษียิ่งซับซ้อนขึ้น

      คำอธิบายเชิงนโยบายที่เหมาะสมจึงไม่ใช่การถกเถียงว่าควรใช้ภาษีหรือไม่ใช้ภาษี แต่คือการยอมรับว่า “ภาษีเพียงอย่างเดียวไม่พอ” หากไม่เดินควบคู่ไปกับการบังคับใช้กฎหมาย การติดตามตรวจสอบ และการลดช่องทางของสินค้านอกระบบ ในบริบทที่บุหรี่เถื่อนยังมีสัดส่วนสูง และตลาดยังเปิดทางให้ยาเส้นหรือสินค้าทดแทนเติบโตได้ การใช้ภาษีแบบโดดเดี่ยวจะถูกต้านทานด้วยกลไกหลบเลี่ยงของตลาดอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

      นี่จึงเป็นเหตุผลที่การปฏิรูปภาษียาสูบควรถูกออกแบบในฐานะ “ชุดนโยบาย” มากกว่าการปรับตัวเลขภาษีเพียงมาตรการเดียว ภาษีต้องทำงานคู่กับการบังคับใช้กฎหมาย การจัดการสินค้านอกระบบ และการลดความเหลื่อมล้ำเชิงภาษีระหว่างผลิตภัณฑ์ต่างชนิดกัน จึงจะสามารถเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภคได้จริงในภาพรวม



ทิศทางการปฏิรูป: จากระบบที่ซับซ้อนและบิดเบือน สู่โครงสร้างที่เรียบง่ายและคุ้มครองสุขภาพมากขึ้น

      เมื่อมองจากข้อจำกัดทั้งหมด ทิศทางการปฏิรูปภาษียาสูบไทยจึงควรมีลักษณะเป็นลำดับขั้น ไม่ใช่การเปลี่ยนแปลงแบบตัดขาดในครั้งเดียว ระยะสั้นควรมุ่งปรับโครงสร้างอัตราภาษีบุหรี่ซิกาแรตฐานมูลค่าให้เหลืออัตราเดียว พร้อมพิจารณาการเพิ่มน้ำหนักของภาษีฐานปริมาณ เพื่อทำให้ภาระภาษีกระจายทั่วถึงมากขึ้นและลดแรงจูงใจในการกดราคาหรือย้ายสินค้าเข้าสู่กลุ่มราคาต่ำ

      ระยะปานกลางควรมุ่งแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำระหว่างบุหรี่ซิกาแรตกับยาสูบประเภทอื่น โดยเฉพาะการทยอยปรับภาษียาสูบอื่นให้เหลืออัตราเดียว และลดช่องว่างระหว่างภาษีสรรพสามิตบุหรี่ซิกาแรตกับยาสูบชนิดอื่นไปพร้อมกัน ส่วนระยะยาวควรมุ่งสู่การปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตยาสูบให้เหลืออัตราเดียวมากขึ้นทั้งระบบ และปรับภาษีฐานปริมาณให้สะท้อนเงินเฟ้อและการขยายตัวของเศรษฐกิจอย่างสม่ำเสมอ

      ทิศทางดังกล่าวมีความสำคัญไม่ใช่เพียงเพราะช่วยให้ระบบภาษีเรียบง่ายขึ้น แต่เพราะเป็นการทำให้ภาษีกลับมาทำหน้าที่เชิงสุขภาพได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นด้วย โครงสร้างภาษีที่เรียบง่ายจะลดแรงจูงใจให้ตลาดแสวงหาช่องว่างทางเทคนิค โครงสร้างที่ครอบคลุมยาสูบหลายประเภทจะลดโอกาสการทดแทนการบริโภค และโครงสร้างที่อิงฐานปริมาณมากขึ้นจะช่วยให้ภาษีมีผลต่อราคาจริงของสินค้าในทุกระดับราคาอย่างสม่ำเสมอ



การขับเคลื่อนนโยบายแบบหลายภาคส่วน: บทเรียนสำคัญของการทำงานเชิงระบบ

      การปฏิรูปภาษียาสูบไม่ใช่เรื่องที่หน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งจะผลักดันได้ลำพัง เพราะเป็นประเด็นที่เกี่ยวข้องทั้งกับเหตุผลด้านสุขภาพและเหตุผลด้านการคลัง กระบวนการทำงานเชิงนโยบายจึงจำเป็นต้องสร้างพื้นที่ร่วมที่ทำให้ความรู้สามารถเดินทางไปสู่ผู้กำหนดนโยบายในหลายระบบได้พร้อมกัน แนวคิดการทำงานแบบ UCIKT จึงมีความสำคัญในฐานะวิธีคิดที่พยายามทำให้การทำงานวิชาการและการจัดการความสัมพันธ์ระหว่างหน่วยงานเกิดขึ้นควบคู่กัน ไม่ใช่แยกขาดออกจากกัน

      สาระสำคัญของแนวคิดนี้อยู่ที่การยอมรับว่า หน่วยงานต่าง ๆ อาจไม่ได้มีกรอบคิดหรือเป้าหมายระยะสั้นเหมือนกันทั้งหมด แต่ยังสามารถทำงานร่วมกันได้บนฐานของจุดร่วมและผลประโยชน์สาธารณะระยะยาว การขับเคลื่อนนโยบายที่มีประสิทธิภาพจึงไม่ใช่การพยายามทำให้ทุกฝ่ายคิดเหมือนกัน หากเป็นการพัฒนาข้อเสนอที่แต่ละฝ่ายสามารถหยิบไปใช้ในระบบของตนเองได้จริง ทั้งในมิติการคลัง มิติสุขภาพ และมิติการสื่อสารสาธารณะ

      ในความหมายนี้ การปฏิรูปภาษียาสูบไม่ได้มีโจทย์เฉพาะเรื่อง “เนื้อหาเชิงนโยบาย” แต่ยังมีโจทย์เรื่อง “สถาปัตยกรรมของการผลักดันนโยบาย” อยู่ด้วย กล่าวคือ ต้องมีทั้งข้อเสนอเชิงวิชาการที่แข็งแรง และต้องมีวิธีนำข้อเสนอนั้นเข้าสู่ระบบตัดสินใจของรัฐอย่างเหมาะสม หากขาดด้านใดด้านหนึ่ง การปฏิรูปก็ยากจะเกิดผลอย่างยั่งยืน



ข้อเสนอเชิงนโยบาย

      จากการวิเคราะห์ทั้งหมด สามารถสรุปข้อเสนอเชิงนโยบายได้อย่างน้อยสี่ประการ

      ประการแรก ควรเร่งปรับโครงสร้างภาษีบุหรี่ซิกาแรตจากระบบสองอัตราไปสู่ระบบที่เรียบง่ายกว่าเดิม เพราะโครงสร้างที่ใช้เกณฑ์ราคาแบ่งอัตราภาษีในปัจจุบันได้พิสูจน์แล้วว่าก่อแรงจูงใจให้ตลาดไหลลงสู่สินค้าราคาถูก และบั่นทอนเป้าหมายเชิงสุขภาพของภาษี

      ประการที่สอง ควรลดช่องว่างภาระภาษีระหว่างบุหรี่ซิกาแรตกับยาสูบประเภทอื่น โดยเฉพาะยาเส้น เพราะหากไม่จัดการความเหลื่อมล้ำในจุดนี้ การขึ้นภาษีบุหรี่ซิกาแรตเพียงลำพังย่อมมีผลจำกัด และอาจยิ่งทำให้เกิดการทดแทนการบริโภคมากขึ้น

      ประการที่สาม ควรบูรณาการมาตรการภาษีกับมาตรการควบคุมบุหรี่เถื่อนอย่างจริงจัง เพื่อทำให้ผลของภาษีไม่ถูกหักล้างด้วยสินค้านอกระบบ การปฏิรูปภาษีจะมีความหมายก็ต่อเมื่อช่องทางหนีออกจากระบบภาษีถูกทำให้แคบลงอย่างมีนัยสำคัญ

      ประการที่สี่ ควรพัฒนากลไกขับเคลื่อนนโยบายแบบหลายภาคส่วนให้มีความต่อเนื่อง เพื่อให้ข้อเสนอด้านภาษียาสูบไม่ถูกจำกัดอยู่ในวงวิชาการหรือกลุ่มรณรงค์เท่านั้น แต่สามารถเดินทางเข้าสู่ระบบการคลัง ระบบสุขภาพ และพื้นที่สาธารณะได้พร้อมกันอย่างเป็นระบบ


      ปัญหาภาษียาสูบของประเทศไทยในปัจจุบันมิใช่เพียงเรื่องอัตราภาษีที่สูงหรือต่ำ หากแต่เป็นปัญหาเชิงโครงสร้างของระบบภาษีทั้งหมด ตั้งแต่การแบ่งอัตราภาษีตามช่วงราคา ความเหลื่อมล้ำระหว่างผลิตภัณฑ์ยาสูบแต่ละชนิด ช่องโหว่ที่เปิดให้เกิดการทดแทนการบริโภค ไปจนถึงข้อจำกัดในการควบคุมสินค้านอกระบบ หากยังคงแก้ปัญหาแบบแยกส่วน การปฏิรูปก็จะได้เพียงผลลัพธ์เชิงตัวเลขระยะสั้น แต่ไม่สามารถเปลี่ยนพฤติกรรมของตลาดและลดภาระสุขภาพของสังคมได้จริง

      ในทางกลับกัน หากประเทศไทยสามารถออกแบบภาษียาสูบใหม่ให้มีความเรียบง่าย ครอบคลุม และลดแรงจูงใจให้ตลาดเคลื่อนไปสู่สินค้าราคาถูกหรือนอกระบบ พร้อมกับบูรณาการการทำงานระหว่างฝ่ายการคลัง ฝ่ายสุขภาพ และกลไกการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง ภาษียาสูบจะไม่ใช่เพียงมาตรการจัดเก็บรายได้ แต่จะกลับมาเป็นเครื่องมือเชิงนโยบายที่ช่วยคุ้มครองประชาชน ลดการเข้าถึงยาสูบของคนรุ่นใหม่ ลดภาระโรคเรื้อรังในระยะยาว และสร้างผลลัพธ์ที่ดีกว่าให้กับสังคมไทยทั้งระบบ


เรียบเรียงบทความโดยอ้างอิงเนื้อหาวิชาการจากการประชุม
“แลกเปลี่ยนเรียนรู้ ประเด็นการพัฒนาและนำเสนอยุทธศาสตร์มาตรการการเงินการคลังเพื่อควบคุมการบริโภคบุหรี่ ครั้งที่ 2” เมื่อวันที่ 6 มกราคม 2569