Main Banner

โครงสร้างตลาดผักและผลไม้สด: ฐานคิดใหม่ของระบบเฝ้าระวังสารพิษตกค้างระดับชาติ



      ในสังคมที่อาหารสดถูกยกระดับให้เป็นสัญลักษณ์ของการดูแลสุขภาพ ความปลอดภัยของผักและผลไม้จึงไม่ใช่เพียงประเด็นทางเกษตรหรือการค้า หากแต่เป็นองค์ประกอบสำคัญของระบบสุขภาพสาธารณะด้วยเช่นกัน ปัญหาสารพิษตกค้างในผักและผลไม้สดมีความสัมพันธ์กับโรคไม่ติดต่อเรื้อรังในระดับโครงสร้าง เพราะความเสี่ยงมิได้เกิดจากพฤติกรรมส่วนบุคคลเพียงอย่างเดียว หากยังเชื่อมโยงกับสภาพแวดล้อมของการบริโภคและคุณภาพของระบบอาหารที่ประชาชนเข้าถึงในชีวิตประจำวัน

      โจทย์สำคัญจึงไม่ใช่เพียงการตรวจให้พบว่า “มีสารตกค้างหรือไม่” แต่คือการตอบให้ได้ว่า สินค้าเกษตรที่วางจำหน่ายอยู่ในท้องตลาดเดินทางมาอย่างไร ผ่านใครบ้าง และหากพบปัญหาแล้วจะย้อนกลับไปจัดการที่ต้นทางได้มากน้อยเพียงใด มิติเรื่อง “โครงสร้างตลาด” จึงมีความสำคัญไม่แพ้ผลตรวจทางห้องปฏิบัติการ เพราะหากไม่เข้าใจการไหลของสินค้าในห่วงโซ่อุปทาน การเฝ้าระวังย่อมเสี่ยงต่อการตรวจแบบกระจัดกระจาย ใช้ทรัพยากรสูง แต่ยังไม่แตะจุดเสี่ยงที่แท้จริงของระบบ



เมื่อความเสี่ยงไม่ได้อยู่ที่สินค้าอย่างเดียว แต่อยู่ที่ “ระบบ”

      การพัฒนาระบบข้อมูลสารพิษตกค้างในผักและผลไม้สดระดับชาติถูกวางเป้าหมายไว้เพื่อสร้างข้อเสนอเชิงระบบ โดยอาศัยความร่วมมือของหน่วยงานเฝ้าระวังจากทั้งกระทรวงสาธารณสุข กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอื่น ๆ เป้าหมายเชิงนโยบายของงานลักษณะนี้จึงไม่ใช่การผลิตข้อมูลเพิ่มขึ้นเพียงอย่างเดียว แต่คือการทำให้ข้อมูลจากหลายหน่วยงานสามารถสนทนากันได้ และนำไปสู่การกำกับดูแลที่สะท้อนตลาดจริงมากขึ้น

      กรอบคิดดังกล่าวตั้งอยู่บนความเข้าใจว่า ปัญหาขนาดใหญ่ของประเทศจำนวนมากไม่อาจจัดการได้ด้วยกลไกของหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งโดยลำพัง โดยเฉพาะในประเด็นที่เชื่อมโยงสุขภาพกับระบบเศรษฐกิจ การผลิต การนำเข้า การกระจายสินค้า และการกำกับมาตรฐานข้ามหน่วยงาน วิธีทำงานแบบหลายภาคส่วนจึงไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อแทนที่ระบบราชการเดิม แต่เพื่อเสริมให้การตัดสินใจเชิงนโยบายมีฐานข้อมูลร่วม มีความพร้อมของคนทำงานระดับปฏิบัติการ และขยับจากการทำงานแบบต่างคนต่างทำไปสู่การมองปัญหาเป็นระบบเดียวกันมากขึ้น



เหตุใด “พริก” และ “ส้ม” จึงเป็นภาพแทนของโจทย์นี้

      การเลือกพริกและส้มเป็นกรณีศึกษานำร่องไม่ได้เกิดจากความบังเอิญ แต่เป็นเพราะทั้งสองชนิดมีลักษณะร่วมกันสามประการ คือ เป็นสินค้าที่มีประวัติการตรวจพบสารตกค้างค่อนข้างสูง มีปริมาณการบริโภคในชีวิตประจำวันสูง และมีโอกาสถูกบริโภคในรูปสดหรือผ่านการปรุงที่ไม่อาจลดความเสี่ยงได้ทั้งหมด การเลือก “หนึ่งผักหนึ่งผลไม้” จึงช่วยให้เห็นภาพระบบได้ชัด ทั้งในมิติของต้นน้ำ กลางน้ำ ปลายน้ำ และการกระจายความเสี่ยงในตลาดที่ต่างกัน

      ยิ่งไปกว่านั้น ทั้งพริกและส้มยังเป็นสินค้าที่มีสัดส่วนการนำเข้าในระบบตลาดจริงด้วย ส้มมีสัดส่วนสินค้านำเข้าประมาณ 22% ขณะที่พริกอยู่ที่ประมาณ 21% และมีข้อกังวลว่าการนำเข้าของสินค้าทั้งสองชนิดกำลังเพิ่มบทบาทมากขึ้น โดยเฉพาะในกรณีส้มที่ผลผลิตในประเทศมีแนวโน้มลดลง การเฝ้าระวังที่มุ่งเฉพาะการผลิตภายในประเทศจึงอาจไม่เพียงพออีกต่อไป เพราะความเสี่ยงบางส่วนเริ่มก่อตัวตั้งแต่ด่านนำเข้าแล้ว โครงสร้างตลาดคือเครื่องมือมองเห็น “การไหลของความเสี่ยง”

      ความก้าวหน้าที่สำคัญของงานชิ้นนี้อยู่ที่การขยับจากการมองสารตกค้างเป็นข้อมูลรายตัวอย่าง ไปสู่การสร้างแบบจำลองโครงสร้างตลาดที่ตอบคำถามเชิงระบบว่า สินค้าจากต้นน้ำกระจายไปยังจุดต่าง ๆ ในสัดส่วนเท่าใด งานศึกษานี้ใช้ทั้งการสืบค้นข้อมูล การสัมภาษณ์เชิงลึก และการลงพื้นที่จริง เพื่อประมาณการการไหลของสินค้าในห่วงโซ่อุปทาน และใช้เป็นฐานสำหรับการออกแบบระบบเฝ้าระวังระดับชาติในระยะต่อไป

      ในกรณีของส้ม แหล่งข้อมูลครอบคลุมทั้งหน่วยงานภาครัฐด้านเกษตร หน่วยงานสาธารณสุข พื้นที่ผลิตจริงในอำเภอฝาง โรงคัดบรรจุ ล้ง ห้างค้าปลีก และตลาดค้าส่งขนาดใหญ่ เช่น ตลาดไทและตลาดศรีเมือง ทำให้ภาพของห่วงโซ่อุปทานไม่ได้จำกัดอยู่เพียง “สวนส้ม” แต่ขยายไปถึงโครงสร้างการกระจายสินค้าหลังออกจากสวนด้วย

      แบบจำลองดังกล่าวทำให้เห็นว่า ส้มในตลาดไทยมีองค์ประกอบจาก import ประมาณ 22% ส้มในระบบ Cert.GAP ประมาณ 6% และส้มที่อยู่นอกระบบรับรองเป็นสัดส่วนใหญ่ถึงประมาณ 72% ขณะที่การไหลผ่านกลางน้ำกระจุกตัวอยู่ที่ล้งในสัดส่วนราว 72.51% โรงคัดบรรจุ 8.67% และผู้รวบรวมในพื้นที่ 6.84% ก่อนจะไหลเข้าสู่ตลาดรวมราว 90.74% ของระบบปลายน้ำ ภาพนี้ชี้ชัดว่าความเสี่ยงไม่ได้กระจายอย่างเท่าเทียม แต่มี “คอขวด” และ “จุดรวมตัว” ของสินค้าอยู่จริงในระบบตลาด

      สำหรับพริก ภาพที่ปรากฏต่างออกไป แม้สัดส่วนสินค้านอกระบบรับรองยังสูงใกล้เคียงกัน คือประมาณ 72% และมี import ประมาณ 21% แต่ห่วงโซ่อุปทานของพริกพึ่งพาล้งในฐานะผู้รับซื้อในพื้นที่สูงมากถึง 83.65% ขณะที่โรงคัดบรรจุมีสัดส่วน 8.60% และผู้รวบรวมในพื้นที่ 7.75% ตลาดปลายน้ำของพริกมีขนาดใหญ่ถึง 93.12% ของระบบทั้งหมด สะท้อนว่าพริกเป็นสินค้าที่ถูกผลักเข้าสู่ตลาดขนาดใหญ่และกระจายต่ออย่างเข้มข้นมากกว่าส้มในบางมิติ



จุดเปลี่ยนสำคัญไม่ได้อยู่ที่ปลายน้ำเสมอไป แต่อยู่ที่ “กลางน้ำ”

      หัวใจของข้อถกเถียงเชิงนโยบายอยู่ที่ความสามารถในการตามสอบย้อนกลับ เพราะระบบเฝ้าระวังจะมีพลังต่อเมื่อผลตรวจเชื่อมกลับไปยังแหล่งผลิตหรือจุดที่ควรจัดการได้จริง ในกรณีของส้ม การตามสอบย้อนกลับจากปลายน้ำไปต้นน้ำทำได้ประมาณ 28% และเมื่อลองดูจากกลางน้ำย้อนกลับไปต้นน้ำ ตัวเลขกลับใกล้เคียงกันมาก จึงสะท้อนว่าโครงสร้างของส้มมีลักษณะซับซ้อน มีการไหลข้ามขั้น และมีองค์ประกอบบางส่วน เช่น สติกเกอร์หรือข้อมูลกำกับสินค้า ที่ยังช่วยยึดโยงการติดตามไว้ได้บ้าง แม้จะไม่ครอบคลุมทั้งหมดก็ตาม

      แต่สำหรับพริก ภาพกลับชัดเจนกว่านั้นมาก ระบบสามารถตามสอบย้อนกลับจากปลายน้ำไปต้นน้ำได้เพียง 6.88% ขณะที่ถ้าดูจากกลางน้ำย้อนกลับไปต้นน้ำจะขยับขึ้นเป็นประมาณ 28% ความต่างระหว่างสองตัวเลขนี้มีนัยเชิงนโยบายสูงมาก เพราะหมายความว่าเมื่อพริกไหลหลุดพ้นจากจุดกลางน้ำเข้าสู่ตลาดปลายทางแล้ว ร่องรอยของแหล่งกำเนิดจะหายไปอย่างรวดเร็ว การออกแบบระบบสุ่มตรวจหรือการจัดเก็บข้อมูลที่ไปเน้นเฉพาะตลาดปลายทางจึงอาจสายเกินไปสำหรับพริกในเชิงการจัดการความเสี่ยง

      นัยสำคัญของข้อค้นพบนี้คือ การเฝ้าระวังสารพิษตกค้างไม่ควรยึดติดกับวิธีคิดแบบ “ตรวจปลายน้ำแล้วค่อยไล่กลับ” เพียงอย่างเดียว แต่ต้องออกแบบให้เหมาะกับสภาพของสินค้าแต่ละชนิด ในบางสินค้า การยกระดับคุณภาพการกำกับที่กลางน้ำจะคุ้มค่ากว่าและมีโอกาสแก้ปัญหาได้จริงมากกว่า



ปัญหาที่แท้จริงอาจอยู่ในสัดส่วนมหาศาลของสินค้าที่อยู่นอกระบบรับรอง

      อีกประเด็นที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการตีความสถานการณ์ คือความเป็นไปได้ที่ผลผลิตนอกระบบ GAP จะไหลเข้าสู่ช่องทางที่ถูกมองว่าเป็นพื้นที่ควบคุมคุณภาพ เช่น โรงคัดบรรจุด้วย ในเชิงแบบจำลองเบื้องต้น ส้มที่ไหลเข้าโรงคัดจากระบบ GAP ดูมีสัดส่วนต่ำมาก จนนำไปสู่การตั้งคำถามว่า ส้มอีกส่วนหนึ่งที่เข้าสู่โรงคัดคืออะไร และกำลังหลุดพ้นจากกรอบกำกับดูแลที่เราคิดว่ามีอยู่หรือไม่

      ข้อเทียบเคียงจากการตรวจจริงยิ่งทำให้ประเด็นนี้มีน้ำหนักมากขึ้น กล่าวคือ การเก็บตัวอย่างที่แปลง GAP พบการตกมาตรฐานประมาณ 30 กว่าเปอร์เซ็นต์ แต่เมื่อไปตรวจที่โรงคัด กลับพบการตกมาตรฐานสูงถึง 70 กว่าเปอร์เซ็นต์ ช่องว่างระหว่างสองตัวเลขนี้ชี้ว่า หากจะทำความเข้าใจปัญหาสารตกค้างให้ถูกจุด ประเทศไทยจำเป็นต้องเลิกมองระบบรับรองเป็นคำตอบสุดท้าย และหันมาวิเคราะห์การไหลของสินค้านอกระบบรับรองที่หมุนเวียนอยู่ในตลาดจริงอย่างตรงไปตรงมา

      เมื่อสินค้านอกระบบรับรองยังเป็นฐานใหญ่ของตลาด การกำกับดูแลที่วางอยู่บนสมมุติฐานว่า “ของดีจะไหลเข้าระบบมาตรฐาน ส่วนของเสี่ยงจะอยู่นอกระบบ” ย่อมไม่สอดคล้องกับความจริงทั้งหมด ในทางกลับกัน สิ่งที่ต้องทำคือการทำให้ระบบเฝ้าระวังสามารถมองเห็นสินค้ากลุ่มใหญ่ที่ยังไม่ถูกกำกับอย่างเป็นระบบ และหาวิธีเชื่อมการเฝ้าระวังเข้ากับการปรับเปลี่ยนการผลิตต้นน้ำให้ได้



จากข้อมูลกระจัดกระจาย สู่ระบบข้อมูลที่ใช้กำกับนโยบายได้จริง

      จุดแข็งของงานชิ้นนี้อยู่ตรงการเปลี่ยนฐานคิดจาก “การเก็บข้อมูลหน่วยงานละชุด” ไปสู่ “การใช้ข้อมูลร่วมกันเพื่อออกแบบระบบ” ซึ่งทำให้เกิดภาพใหม่ของการเฝ้าระวัง กล่าวคือ ข้อมูลไม่ใช่เพียงสิ่งที่เก็บเพื่อรายงานผลย้อนหลัง แต่เป็นเครื่องมือวางแผนการกำกับดูแล การสุ่มตัวอย่าง และการประเมินประสิทธิภาพของระบบในภาพรวม

      แนวทางเช่นนี้ยังสอดคล้องกับเป้าหมายที่กว้างกว่าเรื่องความปลอดภัยอาหาร เพราะหากข้อมูลสารพิษตกค้างถูกทำให้เชื่อมโยงระหว่างต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำได้จริง ประชาชนจะไม่ได้รับประโยชน์เพียงแค่การมีผลตรวจมากขึ้น แต่จะได้ระบบอาหารที่สามารถลดความเสี่ยงได้จริงในระดับโครงสร้าง เกษตรกรจะได้รับสัญญาณที่ชัดขึ้นว่าปัญหาอยู่ตรงไหน หน่วยงานกำกับดูแลจะใช้ทรัพยากรได้แม่นยำขึ้น และตลาดจะมีแรงจูงใจให้ยกระดับมาตรฐานบนฐานของข้อมูล ไม่ใช่เพียงบนฐานของภาพลักษณ์หรือเอกสารรับรอง



ข้อเสนอเพื่อขยับจาก “ระบบตรวจ” ไปสู่ “ระบบป้องกัน”

      หากจะทำให้ระบบข้อมูลสารพิษตกค้างระดับชาติมีความหมายในทางปฏิบัติ ข้อเสนอสำคัญประการแรกคือ ต้องยอมรับก่อนว่าตลาดจริงไม่ได้เรียงตัวเป็นเส้นตรง และสินค้าบางชนิดมีการไหลข้ามขั้นอยู่มาก การออกแบบระบบจึงควรแยกตามลักษณะสินค้า ไม่ใช่ใช้โมเดลเดียวครอบทุกชนิด เพราะสิ่งที่เหมาะกับส้มอาจไม่เหมาะกับพริก และสิ่งที่ใช้ได้ในตลาดหนึ่งอาจล้มเหลวในอีกตลาดหนึ่ง

      ประการที่สอง ประเทศไทยควรยกระดับการเฝ้าระวังที่กลางน้ำให้เป็นวาระสำคัญ โดยเฉพาะในสินค้าที่มีปัญหาการคละรวมและสูญเสียข้อมูลแหล่งที่มาอย่างรวดเร็ว เช่น พริก จุดรับซื้อในพื้นที่ ล้ง โรงคัดบรรจุ และตลาดค้าส่งขนาดใหญ่ ไม่ควรถูกมองเป็นเพียงทางผ่านของสินค้า แต่ควรถูกมองเป็นจุดยุทธศาสตร์ของการจัดการความเสี่ยง

      ประการที่สาม ระบบข้อมูลควรเชื่อมการตรวจพบเข้ากับการแก้ปัญหาที่ต้นทางให้ชัดเจนขึ้น เพราะเป้าหมายสุดท้ายของการเฝ้าระวังไม่ใช่การบันทึกว่าพบการตกค้างกี่ตัวอย่าง แต่คือการลดการใช้สารที่ไม่เหมาะสม ลดการไหลของสินค้านอกระบบรับรองที่มีความเสี่ยงสูง และทำให้มาตรการด้านสุขภาพเชื่อมกับมาตรการด้านเกษตรและการค้าได้จริง

      ประการสุดท้าย การนำเข้าควรถูกบรรจุเข้าเป็นส่วนหนึ่งของระบบเฝ้าระวังอย่างจริงจัง ไม่ใช่เป็นเพียงภาคผนวกของการควบคุมภายในประเทศ เพราะเมื่อสัดส่วนและอัตราการเติบโตของสินค้านำเข้าเริ่มเปลี่ยนสมดุลตลาด ความปลอดภัยของอาหารย่อมขึ้นอยู่กับคุณภาพของการกำกับที่ด่านด้วยพอ ๆ กับการควบคุมในแปลงปลูกและตลาดภายในประเทศ



      การพัฒนาระบบเฝ้าระวังสารพิษตกค้างในผักและผลไม้สดไม่ควรถูกจำกัดอยู่ที่การเพิ่มจำนวนตัวอย่างตรวจหรือการขยายรายชื่อสารที่เฝ้าระวังเท่านั้น สิ่งที่สำคัญไม่แพ้กันคือการมองให้เห็น “สถาปัตยกรรมของตลาด” ที่ทำให้ความเสี่ยงเคลื่อนที่ กระจุกตัว หรือเล็ดลอดจากระบบกำกับได้

      เมื่อโครงสร้างตลาดถูกนำมาใช้เป็นฐานคิด ระบบเฝ้าระวังจะเริ่มเปลี่ยนจากกลไกตรวจจับภายหลัง ไปสู่กลไกป้องกันเชิงระบบที่รู้ว่าควรดูตรงไหน ควรจัดการกับใคร และควรเชื่อมข้อมูลกลับไปที่ต้นน้ำอย่างไร นี่ไม่ใช่เพียงการปรับเทคนิคของหน่วยงานเฝ้าระวัง แต่คือการยกระดับวิธีคิดของประเทศต่อความปลอดภัยอาหารทั้งระบบ

      และเมื่อระบบนี้ทำงานได้จริง ผลลัพธ์ปลายทางย่อมไม่ใช่เพียงตลาดที่สะอาดขึ้น หากแต่คือประชาชนที่บริโภคอาหารสดด้วยความมั่นใจมากขึ้น เกษตรกรที่ได้รับแรงสนับสนุนให้ผลิตอย่างปลอดภัยมากขึ้น และสังคมไทยที่ขยับเข้าใกล้ระบบอาหารซึ่งมีคุณภาพ เป็นธรรม และปกป้องสุขภาวะของคนทุกกลุ่มได้ดีกว่าเดิม

เรียบเรียงบทความโดยอ้างอิงเนื้อหาวิชาการจากการประชุม
“แลกเปลี่ยนเรียนรู้ (Exchange Effort Meeting) ระหว่างภาคีหลายภาคส่วน ครั้งที่ 2 : การพัฒนาระบบข้อมูล สารพิษตกค้างในผักและผลไม้สดระดับชาติ เรื่อง การประมาณการโครงสร้างตลาดในห่วงโซ่อุปทาน กรณีตัวอย่าง ส้ม และพริก” เมื่อวันที่ 7 มกราคม 2569