Main Banner

การปฏิรูปภาษีเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ของไทย: กลไกทางการคลังเพื่อคุ้มครองสุขภาพ ลดภาระเศรษฐกิจ และสร้างความเป็นธรรมทางสังคม



      ปัญหาการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในประเทศไทยไม่อาจอธิบายได้เพียงในฐานะพฤติกรรมส่วนบุคคลอีกต่อไป หากแต่เป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่เชื่อมโยงทั้งมิติสุขภาพ เศรษฐกิจ ความปลอดภัยทางสังคม และภาระของระบบบริการสาธารณะอย่างลึกซึ้ง ในภาพใหญ่ของการป้องกันและควบคุมโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง หรือ NCDs ประเทศไทยจำเป็นต้องอาศัยการทำงานหลายภาคส่วน โดยเฉพาะมาตรการทางการเงินการคลังเพื่อควบคุมการบริโภคสินค้าที่ส่งผลเสียต่อสุขภาพ ซึ่งรวมถึงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในฐานะหนึ่งในปัจจัยเสี่ยงสำคัญของภาระโรคและการตายก่อนวัยอันควรของประชากรไทย

      ในเวทีวิชาการและสื่อสารสาธารณะว่าด้วยการพัฒนานโยบายและมาตรการทางภาษีในสินค้าทำลายสุขภาพ เมื่อวันที่ 12 มกราคม 2569 รศ.ดร.นพ.พลเทพ วิจิตรคุณากร ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยปัญหาสุรา ได้ชี้ให้เห็นอย่างชัดเจนว่า มาตรการภาษีแอลกอฮอล์ไม่ควรถูกมองเป็นเพียงเครื่องมือจัดเก็บรายได้เข้ารัฐ แต่เป็น “คานงัด” ทางนโยบายที่สามารถลดการบริโภค ลดภาระโรค และลดต้นทุนทางสังคมในระยะยาวได้พร้อมกัน

      คำถามสำคัญในปัจจุบันจึงไม่ใช่ว่า ประเทศไทยควรใช้ภาษีควบคุมแอลกอฮอล์หรือไม่ แต่คือโครงสร้างภาษีที่ใช้อยู่ในวันนี้ยังตอบโจทย์ด้านสุขภาพสาธารณะอย่างเพียงพอแล้วหรือยัง และหากยังไม่เพียงพอ ประเทศควรปฏิรูปไปในทิศทางใด เพื่อให้ภาษีแอลกอฮอล์ทำหน้าที่เป็นเครื่องมือคุ้มครองชีวิตประชาชนได้อย่างแท้จริง



สถานการณ์การดื่มของไทย: จำนวนผู้ดื่มเพิ่มขึ้น และการเข้าถึงกำลังง่ายขึ้นกว่าที่ควร

      ข้อมูลสถานการณ์ล่าสุดสะท้อนภาพที่น่ากังวลอย่างยิ่งว่า การดื่มแอลกอฮอล์ของคนไทยไม่ได้หยุดนิ่ง แต่กำลังขยายตัวในเชิงปริมาณและความเสี่ยง มีการประเมินว่าในปี 2567 ประเทศไทยมีผู้ดื่มแอลกอฮอล์อายุ 15 ปีขึ้นไปประมาณ 20.9 ล้านคน หรือคิดเป็น 35.2% ของประชากร เพิ่มขึ้นจากปี 2564 ที่มีผู้ดื่มราว 16 ล้านคน หรือ 28.0% ของประชากร เท่ากับว่าในเวลาเพียง 3 ปี จำนวนผู้ดื่มเพิ่มขึ้นเกือบ 5 ล้านคน แนวโน้มนี้สะท้อนชัดว่า ความสามารถในการเข้าถึงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ของประชาชนไทยกำลังง่ายขึ้น ขณะที่มาตรการควบคุมเดิมอาจยังไม่เข้มแข็งพอจะรับมือกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป

      เมื่อเปรียบเทียบในระดับภูมิภาค ไทยยังอยู่ในอันดับ 3 ของอาเซียนรองจากเวียดนามและลาว และหากพิจารณาเฉพาะกลุ่มประเทศรายได้ปานกลางระดับบน ไทยกลับอยู่ในอันดับ 1 ของกลุ่มประเทศประเภทนี้ ภาพดังกล่าวชี้ว่า การเติบโตทางเศรษฐกิจไม่ได้จำเป็นต้องผูกติดอยู่กับการขยายตัวของการบริโภคแอลกอฮอล์ และยิ่งไม่ควรใช้การบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เป็นเครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจโดยละเลยต้นทุนทางสุขภาพและสังคมที่ต้องจ่ายตามมา



ต้นทุนที่ซ่อนอยู่: แอลกอฮอล์ไม่ได้ทำลายเฉพาะสุขภาพ แต่บั่นทอนเศรษฐกิจและสังคมทั้งระบบ

      ผลกระทบของแอลกอฮอล์ไม่ได้จำกัดอยู่ที่ผู้ดื่ม แต่ลุกลามไปสู่ครอบครัว ชุมชน ระบบสุขภาพ และเศรษฐกิจของประเทศโดยรวม มีการประเมินว่าแอลกอฮอล์เกี่ยวข้องกับการเสียชีวิตก่อนวัยอันควร 22,804 รายต่อปี และมีส่วนเชื่อมโยงกับการตายของคนไทยประมาณ 1 ใน 10 รวมทั้งการสูญเสียปีสุขภาวะในสัดส่วนใกล้เคียงกันผ่านทั้งกลไกของการบาดเจ็บและโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง

      นอกจากนี้ ปัญหาแอลกอฮอล์ยังสัมพันธ์กับความรุนแรงในครอบครัว การบาดเจ็บจากอุบัติเหตุ และอาชญากรรมในสังคมอย่างมีนัยสำคัญ โดยข้อมูลชี้ว่า การเมาแล้วขับเป็นสาเหตุให้มีผู้เสียชีวิตเฉลี่ย 2,400 รายต่อปี ความรุนแรงในครอบครัวเพิ่มขึ้น 4 เท่าเมื่อมีแอลกอฮอล์เข้ามาเกี่ยวข้อง และคดีอาชญากรรมของเยาวชนราว 40% มีความสัมพันธ์กับแอลกอฮอล์ ขณะเดียวกัน ประชาชนไทยมากกว่าร้อยละ 90 ยังไม่ทราบว่าแอลกอฮอล์เป็นสารก่อมะเร็ง สิ่งนี้สะท้อนว่าปัญหาไม่ได้อยู่เพียงที่การดื่มมากหรือน้อย แต่รวมถึงการรับรู้ทางสังคมที่ยังไม่ทันต่อความเสี่ยงของผลิตภัณฑ์ชนิดนี้ด้วย

      หากมองในเชิงเศรษฐกิจ ภาระจากแอลกอฮอล์ยิ่งเด่นชัดขึ้นอีกขั้น มีการประเมินว่าความสูญเสียทางเศรษฐกิจจากแอลกอฮอล์ในปี 2564 อยู่ที่ประมาณ 165,450 ล้านบาท หรือคิดเป็น 1.02% ของ GDP โดยกว่า 95.5% ของต้นทุนดังกล่าวเกิดจากการเสียชีวิตก่อนวัยอันควร ขณะที่ค่ารักษาพยาบาลคิดเป็น 2.7% และต้นทุนอื่น ๆ เช่น การบังคับใช้กฎหมายหรือความเสียหายต่อทรัพย์สินคิดเป็น 1.8% เท่านั้น โครงสร้างต้นทุนเช่นนี้ชี้ชัดว่า แอลกอฮอล์ไม่ใช่เพียงภาระของระบบการแพทย์ แต่เป็นภาระต่อศักยภาพแรงงาน ผลิตภาพ และขีดความสามารถในการพัฒนาประเทศในระยะยาว



ภาษีและราคา: เครื่องมือกำกับพฤติกรรมที่มีประสิทธิภาพ แต่ต้องออกแบบให้ถูกจุด

      ในทางเศรษฐศาสตร์สาธารณสุข ภาษีและราคาถือเป็นกลไกสำคัญที่สุดกลไกหนึ่งในการควบคุมการบริโภคแอลกอฮอล์ หลักคิดพื้นฐานคือ เมื่อราคาเพิ่มขึ้น การเข้าถึงย่อมลดลง และเมื่อการเข้าถึงลดลง การบริโภคก็มีแนวโน้มลดลงตาม โดยเฉพาะในกลุ่มเยาวชนและผู้มีรายได้น้อยซึ่งไวต่อการเปลี่ยนแปลงของราคาเป็นพิเศษ

      อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญที่ต้องทำความเข้าใจคือ “นโยบายภาษี” กับ “นโยบายราคา” ไม่ใช่เรื่องเดียวกันเสียทั้งหมด เพราะเมื่อรัฐขึ้นภาษี ผู้ผลิตอาจรับภาระต้นทุนไว้บางส่วนเองเพื่อรักษาราคาขาย หรืออาจผลักภาระทั้งหมดไปยังผู้บริโภคก็ได้ กระบวนการนี้คือ pass-through ซึ่งทำให้ผลของการขึ้นภาษีต่อราคาขายปลีกจริงอาจไม่เท่ากันในทุกสถานการณ์ ด้วยเหตุนี้ การออกแบบนโยบายจึงต้องมองทั้งโครงสร้างภาษีและโครงสร้างราคาที่ผู้บริโภคจ่ายจริง มิฉะนั้นมาตรการอาจอ่อนแรงลงในทางปฏิบัติ

      จุดนี้ทำให้การถกเถียงเรื่องภาษีแอลกอฮอล์ต้องขยับจากการถามว่า “จะขึ้นภาษีหรือไม่” ไปสู่การถามว่า “จะออกแบบอย่างไรให้ราคาแอลกอฮอล์สะท้อนความเสี่ยงต่อสุขภาพจริง” และ “จะทำอย่างไรให้โครงสร้างภาษีไม่กลายเป็นแรงจูงใจให้ประชาชนหันไปบริโภคเครื่องดื่มที่แรงกว่าแต่ถูกกว่า”



ปัญหาเชิงโครงสร้างของภาษีแอลกอฮอล์ไทย: เมื่อสุราแรงกลับถูกกว่าเบียร์

      โครงสร้างภาษีแอลกอฮอล์ของไทยในปัจจุบันเป็นระบบภาษีผสม คือมีทั้งการจัดเก็บตามปริมาณแอลกอฮอล์บริสุทธิ์และตามมูลค่าของราคาขายปลีกแนะนำ แต่ความซับซ้อนของระบบมิได้เป็นปัญหาเพียงอย่างเดียว ปัญหาสำคัญยิ่งกว่าคือ “อัตราภาษีที่แตกต่างกันมากเกินไป” ระหว่างประเภทเครื่องดื่ม ซึ่งนำไปสู่ช่องว่างเชิงโครงสร้างที่บิดเบือนพฤติกรรมการบริโภคอย่างชัดเจน

      ตัวอย่างที่ชัดที่สุดคือความแตกต่างระหว่างเบียร์กับสุราขาว โดยเบียร์มีอัตราภาษีฐานปริมาณ 430 บาทต่อลิตรแอลกอฮอล์บริสุทธิ์ และภาษีตามมูลค่าที่ 22% ขณะที่สุราขาวมีอัตราภาษีฐานปริมาณเพียง 155 บาทต่อลิตรแอลกอฮอล์บริสุทธิ์ และภาษีตามมูลค่าเพียง 2% เท่านั้น ทั้งที่ในทางหลักการ แอลกอฮอล์บริสุทธิ์ที่บริโภคเข้าไปย่อมส่งผลต่อสุขภาพในทิศทางเดียวกัน ไม่ว่าจะอยู่ในเครื่องดื่มประเภทใดก็ตาม

      ผลที่เกิดขึ้นคือโครงสร้างภาษีในปัจจุบันกลับสร้างแรงจูงใจให้ประชาชน โดยเฉพาะผู้มีรายได้น้อยและเยาวชน เข้าถึงสุราที่ “แรงแต่ถูก” ได้ง่ายกว่าที่ควรจะเป็น มีการประมาณว่าแอลกอฮอล์ 1 หน่วยมาตรฐานจากสุราขาวมีต้นทุนเพียงประมาณ 2 บาท ขณะที่เบียร์มีต้นทุนประมาณ 13 บาท หรือแพงกว่าราว 5 เท่า ความต่างระดับนี้ไม่ใช่เพียงความผิดเพี้ยนทางราคา แต่คือความผิดเพี้ยนของนโยบาย เพราะทำให้กลุ่มเสี่ยงสามารถเข้าถึงเครื่องดื่มที่มีดีกรีสูงกว่าในราคาต่ำกว่าได้โดยง่าย

      ในอีกด้านหนึ่ง งานศึกษาภายใต้กรอบแผนแม่บทการปฏิรูปภาษีสรรพสามิตสุรายังชี้ว่า ภาระภาษีเฉลี่ย หรือ Effective Tax Rate ของเครื่องดื่มแต่ละประเภทแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ โดยเบียร์มีภาระภาษีสูงกว่าสุราขาวทั้งในกลุ่มราคาล่างและราคาบน ขณะที่สุราขาวซึ่งมีความเสี่ยงสูงกลับมีภาระภาษีต่ำกว่ามาก สถานการณ์เช่นนี้ทำให้ภาษีไม่ได้สะท้อนหลักการด้านสุขภาพเพียงอย่างเดียว แต่ยังผสมผสานเป้าหมายอื่น เช่น การส่งเสริมการท่องเที่ยว การอุดหนุนผู้มีรายได้น้อย และการส่งเสริมอุตสาหกรรมสุราชุมชน จนเป้าหมายด้านสุขภาพถูกลดทอนลงอย่างเห็นได้ชัด



ปัญหาอีกด้านที่สำคัญ: แอลกอฮอล์ไทยถูกลงเรื่อย ๆ เพราะภาษีไม่ขยับตามเงินเฟ้อ

      อีกจุดอ่อนสำคัญของระบบภาษีไทยคือการขาดกลไกปรับภาษีอัตโนมัติตามเงินเฟ้อ แม้อัตราภาษีฐานปริมาณจะดูเหมือนคงที่ แต่เมื่อเวลาผ่านไป มูลค่าที่แท้จริงของภาษีกลับลดลงเรื่อย ๆ จนทำให้แอลกอฮอล์มีราคาถูกลงในเชิงสัมพัทธ์เมื่อเทียบกับรายได้และราคาสินค้าอื่นในระบบเศรษฐกิจ

      ข้อมูลเปรียบเทียบในช่วงประมาณ 20 ปีที่ผ่านมาแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า สินค้ากลุ่มอาหารสดมีราคาเพิ่มขึ้นเกือบ 200% น้ำมันเพิ่มขึ้นราว 100% แต่สินค้าแอลกอฮอล์และยาสูบเพิ่มขึ้นเพียงประมาณ 30% เท่านั้น ความหมายเชิงนโยบายของข้อเท็จจริงนี้คือ ในโลกที่ค่าครองชีพโดยรวมสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง เครื่องดื่มแอลกอฮอล์กลับไม่ได้แพงขึ้นตามระดับที่ควรจะเป็น จึงทำให้การเข้าถึงแอลกอฮอล์ “ง่ายขึ้นโดยปริยาย” แม้ไม่มีใครประกาศลดราคาโดยตรงก็ตาม

      งานศึกษาของฝ่ายวิชาการด้านกระทรวงการคลังยังชี้เสริมว่า ตั้งแต่พระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ. 2560 มีผลใช้บังคับ รัฐยังไม่ได้ปรับขึ้นอัตราภาษีสรรพสามิตสุราบนฐานปริมาณให้สะท้อนอัตราเงินเฟ้ออย่างเป็นระบบ ส่งผลให้ภาระภาษีที่แท้จริงในปี 2567 ต่ำกว่าที่ควรจะเป็นเมื่อเทียบกับปีเริ่มต้นของกฎหมาย โครงสร้างภาษีที่หยุดนิ่งเช่นนี้จึงเท่ากับปล่อยให้ “พลังของภาษี” ค่อย ๆ ถูกกัดกร่อนลงไปทุกปี



บทเรียนจากอดีต: ภาษีลดการดื่มได้จริง แต่ต้องขึ้นอย่างต่อเนื่องและครอบคลุม

      หลักฐานจากประสบการณ์ของไทยเองยืนยันว่า มาตรการภาษีช่วยลดการบริโภคแอลกอฮอล์ได้จริง มีการประเมินว่ามาตรการภาษีสรรพสามิตของไทยตั้งแต่ปี 1995 ช่วยลดการดื่มได้ประมาณ 156 ล้านลิตรต่อปี หรือสะสมประมาณ 5,000 ล้านลิตร หากไม่มีมาตรการภาษี ปริมาณการบริโภคแอลกอฮอล์ของคนไทยย่อมสูงกว่าที่เป็นอยู่มากอย่างมีนัยสำคัญ

      ขณะเดียวกัน บทเรียนจากการปรับภาษีในอดีตก็ให้ข้อสังเกตสำคัญสองประการ ประการแรก เมื่อขึ้นภาษีเฉพาะเครื่องดื่มบางประเภท ผู้บริโภคจำนวนหนึ่งมักย้ายไปบริโภคเครื่องดื่มประเภทอื่นแทน เช่น เมื่อขึ้นภาษีเบียร์หรือสุราผสม การบริโภคอาจไหลไปสู่สุราขาว ปรากฏการณ์นี้คือ substitution effect ซึ่งทำให้ผลทางสุขภาพของมาตรการภาษีอ่อนแรงลงหากรัฐขึ้นภาษีแบบเลือกบางประเภทเท่านั้น

      ประการที่สอง การขึ้นภาษีและการปรับโครงสร้างภาษีให้ผลค่อนข้างชัดในระยะสั้น แต่ผลมักค่อย ๆ จางลงเมื่อเวลาผ่านไปเพราะเงินเฟ้อและการปรับตัวของตลาด นี่คือเหตุผลสำคัญที่มาตรการภาษีไม่ควรเป็นการปรับเพียงครั้งคราว แต่ควรเป็นการปรับอย่างต่อเนื่องตามกลไกที่ชัดเจน เพื่อรักษาผลของนโยบายให้มีน้ำหนักในระยะยาว



ทิศทางการปฏิรูป: ขึ้นภาษีต่อเนื่องตามเงินเฟ้อ และตั้งเป้าหมายระยะยาวให้ชัด

      แนวทางปฏิรูปข้อแรกที่มีความสำคัญมากที่สุด คือการกำหนดให้รัฐบาลปรับภาษีเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทุกชนิดตามเงินเฟ้ออย่างต่อเนื่อง พร้อมกำหนดเป้าหมายระยะยาวให้สอดคล้องกับกรอบ WHO 3 by 35 ซึ่งมุ่งให้ราคาขายปลีกจริงของสินค้าทำลายสุขภาพเพิ่มขึ้นอย่างน้อย 50% ภายในปี 2578 แนวทางเช่นนี้จะช่วยป้องกันไม่ให้เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ “ถูกลง” เมื่อเทียบกับรายได้ที่เพิ่มขึ้นตามกาลเวลา และช่วยลดการแทรกแซงทางการเมืองแบบรายครั้ง เพราะเป็นกลไกอัตโนมัติที่คาดการณ์ได้ล่วงหน้า

      ตัวอย่างจากออสเตรเลียซึ่งปรับภาษีสรรพสามิตตามดัชนีราคาผู้บริโภคทุก 6 เดือน แสดงให้เห็นว่ากลไก automatic indexation ช่วยรักษาความเข้มข้นของนโยบายไว้ได้ดีกว่าการขึ้นภาษีเป็นครั้งคราวอย่างมาก หลักคิดเช่นนี้จึงมีคุณค่าต่อบริบทไทย เพราะช่วยเปลี่ยนนโยบายภาษีจากการตอบสนองเฉพาะหน้าไปสู่การวาง “เส้นทางภาษี” ที่ชัดเจนและยั่งยืนกว่าเดิม

      นอกจากนี้ ยังมีข้อเสนอเรื่องการเดินหน้าแบบขั้นบันไดสู่ปี 2578 โดยปรับราคาขายปลีกขึ้นประมาณ 4% ต่อปีอย่างสม่ำเสมอเป็นเวลา 10 ปี พร้อมประกาศทิศทางล่วงหน้าให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียเข้าใจถึงเป้าหมายและวัตถุประสงค์ของการใช้นโยบายภาษี วิธีการนี้จะช่วยลดแรงต้าน เพราะทำให้การปฏิรูปไม่ใช่การกระชากราคาแบบฉับพลัน แต่เป็นการปรับอย่างค่อยเป็นค่อยไปภายใต้เป้าหมายที่ชัดเจน



แก้จุดอ่อนเชิงโครงสร้าง: ทำให้สุรากลั่นไม่เป็นเครื่องดื่ม “แรงแต่ถูก”

      ข้อเสนอสำคัญประการต่อมาคือการขึ้นภาษีและราคาสุรากลั่น โดยเฉพาะสุราขาว ให้ใกล้เคียงกับเบียร์มากขึ้น เพื่อลดแรงจูงใจที่ทำให้ประชาชนกลุ่มเสี่ยงหันไปบริโภคเครื่องดื่มที่แรงแต่ราคาถูก หลักคิดนี้มุ่งลดความเหลื่อมล้ำของภาระภาษีระหว่างเครื่องดื่มแต่ละประเภท และลดพฤติกรรม down-trading หรือการเลือกสินค้าที่ให้แอลกอฮอล์เข้มข้นกว่าในราคาต่ำกว่า

      ในทางปฏิบัติ แนวทางดังกล่าวหมายถึงการทยอยปรับเพิ่มอัตราภาษีตามปริมาณของสุราขาวให้สูงขึ้นใกล้เคียงเครื่องดื่มประเภทอื่น เพื่อให้ภาษีสะท้อนหลักการด้านสุขภาพมากขึ้น ขณะเดียวกัน ยังมีข้อเสนอให้ใช้มาตรการกำหนดราคาขั้นต่ำต่อหน่วยแอลกอฮอล์ หรือ Minimum Unit Pricing (MUP) กับสุราขาวด้วย เนื่องจากมาตรการแบบนี้ช่วยแก้ปัญหาได้ตรงจุดมากกว่าการขึ้นภาษีอย่างเดียว โดยเฉพาะในกรณีที่บริษัทขนาดใหญ่ยอมรับภาระภาษีบางส่วนเองเพื่อคงราคาขายไว้และรักษาส่วนแบ่งตลาด

      ข้อดีของ MUP ไม่ได้มีเพียงการลดการเข้าถึงเครื่องดื่มราคาถูกในกลุ่มผู้ดื่มหนักและเยาวชน แต่ยังช่วยปกป้องผู้ผลิตรายย่อยจากสงครามราคา เพราะเมื่อกำหนดราคาขั้นต่ำต่อหน่วยแอลกอฮอล์ ผู้ผลิตรายใหญ่จะไม่สามารถใช้กำลังทางการเงินกดราคาจนรายเล็กแข่งขันไม่ได้ง่าย ๆ อีกทั้งบทเรียนจากสกอตแลนด์ยังบ่งชี้ว่ามาตรการนี้ช่วยลดการเสียชีวิตจากแอลกอฮอล์ลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะในกลุ่มผู้มีรายได้น้อย จึงเป็นมาตรการที่ช่วยลดความเหลื่อมล้ำทางสุขภาพมากกว่าจะซ้ำเติมคนจนตามที่บางฝ่ายกังวล



มาตรการเสริมที่ต้องเดินควบคู่: ปราบสุราเถื่อน ทบทวนสิทธิประโยชน์ภาษี และสื่อสารกับสังคม

      การปฏิรูปภาษีจะสำเร็จไม่ได้หากดำเนินการแบบแยกส่วน จึงต้องมีมาตรการเสริมเพื่อทำให้ระบบมีความเข้มแข็งรอบด้าน ประเด็นแรกคือการทบทวนมาตรการลดหรือยกเว้นภาษีที่สวนทางกับเป้าหมายด้านสุขภาพ เช่น การลดภาษีไวน์ การยกเว้นภาษีตามมูลค่าให้สุราชุมชน หรือการใช้นโยบายภาษีเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจโดยไม่คำนึงถึงผลกระทบด้านสุขภาพ เพราะยิ่งรัฐส่งสัญญาณเชิงนโยบายที่ย้อนแย้งกันมากเท่าไร ประสิทธิภาพของมาตรการควบคุมก็ยิ่งถูกบั่นทอนมากขึ้นเท่านั้น

      ประเด็นที่สองคือการปราบปรามสุรานอกระบบภาษีอย่างจริงจัง ซึ่งมีการประเมินว่ามีสัดส่วนสูงถึงประมาณ 25–32% หากปล่อยให้ตลาดผิดกฎหมายเติบโต การขึ้นภาษีก็อาจผลักผู้บริโภคบางส่วนไปสู่ตลาดมืดแทนที่จะลดการดื่มลงจริง งานศึกษาด้านนโยบายภาษีของไทยก็ชี้เช่นกันว่า ภาครัฐยังมีข้อจำกัดในการกำกับดูแลสุราเถื่อน และการขึ้นภาษีต้องคำนึงถึงการหลีกเลี่ยงภาษีควบคู่กันไปเสมอ

      ประเด็นที่สามคือการเพิ่มค่าธรรมเนียมใบอนุญาตจำหน่าย การเสริมเครื่องมือกำกับร้านค้า และการสื่อสารสาธารณะให้ชัดเจนว่า ภาษีแอลกอฮอล์ไม่ใช่เพียงเครื่องมือหารายได้ แต่เป็น “ภาษีเพื่อชีวิต” ที่มีเป้าหมายลดการตาย ลดการบาดเจ็บ ลดภาระ NCDs และลดความสูญเสียทางเศรษฐกิจ หากสังคมยังเข้าใจว่ามาตรการภาษีคือภาระของคนตัวเล็ก ก็จะยิ่งทำให้การปฏิรูปถูกต่อต้าน ทั้งที่ในความเป็นจริง กลุ่มเปราะบางและผู้มีรายได้น้อยต่างหากที่มีแนวโน้มได้รับประโยชน์ด้านสุขภาพจากนโยบายนี้มากที่สุด



ภาษีแอลกอฮอล์ในฐานะการลงทุน: ชัยชนะสามต่อของสุขภาพ การคลัง และความปลอดภัยทางสังคม

      แก่นสำคัญของข้อเสนอทั้งหมดคือการเปลี่ยนวิธีมองภาษีแอลกอฮอล์ จากมาตรการที่ถูกเข้าใจว่าเป็น “ภาระ” ไปสู่การเป็น “การลงทุนเชิงนโยบาย” ที่ให้ผลตอบแทนหลายด้านพร้อมกัน ด้านแรกคือสุขภาพดีขึ้น เพราะการบริโภคลดลงโดยเฉพาะในกลุ่มเยาวชนและผู้ดื่มหนัก จึงช่วยลดความเสี่ยงของโรค NCDs อุบัติเหตุ และปัญหาสุขภาพจิต ด้านที่สองคือการคลังมั่นคงขึ้น เพราะรัฐมีรายได้เพิ่มขึ้นและสามารถนำไปใช้สนับสนุนระบบสุขภาพหรือพัฒนาประเทศต่อได้ ด้านที่สามคือสังคมปลอดภัยขึ้น ผ่านการลดอาชญากรรม ความรุนแรงในครอบครัว และความสูญเสียจากการเสียชีวิตก่อนวัยอันควรหรือการขาดงานในระบบเศรษฐกิจ

      หากไม่เร่งดำเนินการอย่างเป็นระบบ ช่องว่างระหว่างภาระโรคจาก NCDs และแอลกอฮอล์กับความสามารถของระบบสุขภาพไทยจะยิ่งกว้างขึ้น จนกลายเป็น “ช่องว่างวิกฤต” ที่ระบบอาจรับมือไม่ไหวในอนาคต และทำให้ประเทศไทยห่างไกลจากเป้าหมายการลดการเสียชีวิตก่อนวัยอันควรจาก NCDs ตามกรอบการพัฒนาที่ยั่งยืนมากขึ้นเรื่อย ๆ



ปฏิรูปภาษีแอลกอฮอล์ให้เป็นเครื่องมือคุ้มครองชีวิต ไม่ใช่เพียงเครื่องมือทางเศรษฐกิจ

      โจทย์เรื่องภาษีแอลกอฮอล์ของไทยในวันนี้จึงไม่ใช่การเลือกระหว่างเศรษฐกิจกับสุขภาพ แต่คือการทำให้รัฐเห็นว่า การคุ้มครองสุขภาพประชาชนคือรากฐานของเศรษฐกิจและสังคมที่ยั่งยืนในระยะยาว โครงสร้างภาษีที่ปล่อยให้สุราแรงราคาถูกเข้าถึงได้ง่าย การไม่ผูกภาษีกับเงินเฟ้อ การขึ้นภาษีแบบไม่ครอบคลุมทุกประเภท และนโยบายลดภาษีที่สวนทางกับเป้าหมายสุขภาพ ล้วนเป็นจุดอ่อนที่ทำให้มาตรการของไทยยังไม่สามารถทำงานได้เต็มศักยภาพ

      แนวทางปฏิรูปที่มีน้ำหนักมากที่สุดจึงประกอบด้วยการปรับภาษีเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทุกชนิดตามเงินเฟ้ออย่างต่อเนื่อง การตั้งเป้าหมายระยะยาวตามกรอบ WHO 3 by 35 การยกระดับภาษีและราคาสุรากลั่นให้ใกล้เคียงกับเบียร์ การนำมาตรการกำหนดราคาขั้นต่ำต่อหน่วยแอลกอฮอล์มาใช้กับสุราขาว ตลอดจนการปราบปรามสุรานอกระบบ การทบทวนมาตรการลดภาษีที่ย้อนแย้ง และการสื่อสารสาธารณะอย่างจริงจัง



      หากดำเนินการได้ครบชุด ภาษีแอลกอฮอล์จะไม่ใช่เพียงมาตรการจัดเก็บรายได้จากสินค้าเสี่ยง แต่จะกลายเป็นกลไกเชิงนโยบายที่ช่วยลดการดื่ม ลดภาระโรค ลดความสูญเสียทางเศรษฐกิจ และสร้างความเป็นธรรมให้แก่สังคมไทยได้พร้อมกัน นี่คือสาระสำคัญของการปฏิรูปภาษีแอลกอฮอล์ในศตวรรษที่ยี่สิบเอ็ด นั่นคือการทำให้ภาษีไม่ได้ทำหน้าที่เพียงเก็บเงินจากการบริโภค แต่ทำหน้าที่ปกป้องสุขภาพ ชีวิต และอนาคตของสังคมไทยโดยรวมด้วย