ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ปัญหาโรคไม่ติดต่อเรื้อรังหรือ NCDs ได้กลายเป็นภาระสำคัญของประเทศไทย ทั้งในมิติสุขภาพ เศรษฐกิจ และคุณภาพชีวิตของประชาชน หนึ่งในปัจจัยเสี่ยงที่มีบทบาทมากขึ้นอย่างชัดเจนคือการบริโภคน้ำตาล โดยเฉพาะในรูปของเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของน้ำตาล ซึ่งแทรกตัวอยู่ในวิถีชีวิตประจำวันอย่างแนบเนียนและเข้าถึงได้ง่ายกว่าสินค้าทำลายสุขภาพประเภทอื่น ความท้าทายของปัญหานี้อยู่ตรงที่เครื่องดื่มหวานมักไม่ถูกมองว่าเป็น “ภัย” ในระดับเดียวกับบุหรี่หรือแอลกอฮอล์ ทั้งที่ผลกระทบสะสมของมันเชื่อมโยงโดยตรงกับภาวะน้ำตาลในเลือดสูง เบาหวาน โรคหัวใจและหลอดเลือด โรคหลอดเลือดสมอง และโรคไตเรื้อรังอย่างมีนัยสำคัญ
รายงานภาระโรคจากปัจจัยเสี่ยงของประชากรไทย พ.ศ. 2562 ชี้ว่า ในบรรดาปัจจัยเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับการตายของคนไทย “การมีระดับน้ำตาลกลูโคสในพลาสมาสูง” เป็นสาเหตุสำคัญอันดับ 1 คิดเป็น 20% ของการตายทั้งหมด ขณะที่ “การบริโภคอาหารไม่เพียงพอหรือมากเกินไป” อยู่ในอันดับ 4 ที่ 9.7% ภาพนี้สะท้อนว่าน้ำตาลและแบบแผนการบริโภคที่ไม่เหมาะสมไม่ได้เป็นเพียงประเด็นโภชนาการ แต่เป็นรากฐานสำคัญของวิกฤตสุขภาพสมัยใหม่ของไทย
ในเวทีวิชาการและสื่อสารสาธารณะว่าด้วยการพัฒนานโยบายและมาตรการทางภาษีในสินค้าทำลายสุขภาพ เมื่อวันที่ 12 มกราคม 2569 ทพญ.ปิยะดา ประเสริฐสม ผู้จัดการเครือข่ายคนไทยไม่กินหวาน ได้นำเสนอสาระสำคัญเกี่ยวกับความจำเป็นและข้อเสนอแนะของการปรับปรุงมาตรการภาษีเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของน้ำตาล โดยชี้ให้เห็นว่า มาตรการภาษีไม่ได้มีความหมายเพียงในฐานะเครื่องมือจัดเก็บรายได้ แต่เป็นกลไกสำคัญในการปรับสภาพแวดล้อมการบริโภค ลดความหวานในตลาด และสร้างเงื่อนไขใหม่ให้ผู้บริโภคมีทางเลือกที่ดีต่อสุขภาพมากขึ้น
จุดตั้งต้นสำคัญของการผลักดันมาตรการภาษีเครื่องดื่มหวานอยู่ที่ข้อค้นพบว่า การบริโภคเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลไม่ได้จำกัดอยู่ในกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง แต่กระจายอยู่ในวิถีชีวิตประจำวันของคนไทยอย่างกว้างขวาง การสำรวจระดับประเทศที่ถูกอ้างถึงในเวทีดังกล่าวพบว่า คนไทยบริโภคเครื่องดื่มกลุ่มนี้เป็นกิจวัตร และรูปแบบการบริโภคไม่ได้ต่างกันอย่างมีนัยสำคัญตามระดับการศึกษา อาชีพ หรือรายได้ นั่นหมายความว่า “ความหวาน” ไม่ได้เป็นเพียงปัญหาของคนบางกลุ่ม แต่เป็นปัญหาเชิงโครงสร้างของทั้งสังคมไทย นอกจากนี้ ยังมีการชี้ว่า น้ำตาลที่คนไทยบริโภคในแต่ละวันประมาณครึ่งหนึ่งมาจากเครื่องดื่มโดยตรง ยิ่งตอกย้ำว่าเครื่องดื่มหวานคือช่องทางหลักของน้ำตาลส่วนเกินในระบบอาหารร่วมสมัย
ความน่ากังวลของปัญหานี้อยู่ตรงที่เครื่องดื่มหวานเป็นสินค้าที่บริโภคได้ง่าย รวดเร็ว และมักไม่ก่อให้เกิดความรู้สึกอิ่มเท่ากับอาหาร ทำให้ผู้บริโภครับน้ำตาลเข้าสู่ร่างกายในปริมาณสูงโดยไม่รู้ตัว เมื่อผนวกกับการตลาดที่เข้มข้น การกระจายสินค้าที่ครอบคลุม และภาพลักษณ์ของเครื่องดื่มบางประเภทที่ถูกทำให้ดูเป็นมิตรต่อสุขภาพ ปัญหานี้จึงยิ่งซับซ้อนขึ้นกว่าการจัดการอาหารทั่วไป
การผลักดันภาษีเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของน้ำตาลในประเทศไทยไม่ได้เกิดขึ้นอย่างฉับพลัน แต่เป็นผลจากการทำงานสะสมมายาวนาน ทั้งการศึกษาวิจัย การทบทวนบทเรียนจากต่างประเทศ และการเจรจากับหน่วยงานภาครัฐหลายฝ่าย ก่อนจะเปิดทางให้เกิดการเปลี่ยนแปลงสำคัญในพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ. 2560 ซึ่งขยับแนวคิดการจัดเก็บจาก “สินค้าฟุ่มเฟือย” ไปสู่ “สินค้าที่ไม่จำเป็นต่อสุขภาพ” และทำให้เครื่องดื่มที่มีน้ำตาลสามารถถูกออกแบบเป็นฐานภาษีเพื่อเป้าหมายทางสุขภาพได้อย่างชัดเจนขึ้น
โครงสร้างภาษีสรรพสามิตเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของน้ำตาลถูกออกแบบให้เก็บตามความหวานเป็นขั้นบันได โดยจัดเก็บเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลมากกว่า 6 กรัมต่อ 100 มิลลิลิตร และทยอยปรับเพิ่มทุก 2 ปี จากช่วงเริ่มต้นในปี 2560 ผ่านหลายระยะ จนเข้าสู่ระยะล่าสุดตั้งแต่ 1 เมษายน 2568 เป็นต้นไป ในโครงสร้างนี้ กลุ่ม 0–6 กรัมไม่เสียภาษีความหวาน ส่วนกลุ่มที่หวานมากขึ้นจะเสียภาษีตามอัตราก้าวหน้า ตั้งแต่ 1 บาท ไปจนถึง 5 บาทตามระดับความหวาน ขณะเดียวกันยังมีภาษีตามมูลค่าที่แตกต่างกันไปตามประเภทเครื่องดื่ม เช่น น้ำโซดา น้ำอัดลม เครื่องดื่มบำรุงกำลัง น้ำผลไม้บางประเภท และเครื่องดื่มที่เติมสารอาหาร
แก่นสำคัญของมาตรการนี้จึงไม่ได้อยู่ที่การทำให้สินค้าแพงขึ้นเพียงอย่างเดียว แต่คือการสร้างแรงจูงใจให้ผู้ผลิตลดน้ำตาลในสูตร และทำให้ตลาดค่อย ๆ เปลี่ยนจากเครื่องดื่มหวานจัดไปสู่เครื่องดื่มหวานน้อยหรือไม่มีน้ำตาลมากขึ้น
หนึ่งในข้อค้นพบที่สำคัญที่สุดของมาตรการภาษีความหวาน คือการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของตลาดเครื่องดื่ม หลังจากมาตรการเริ่มมีผล ภาคอุตสาหกรรมได้เร่งปรับตัวอย่างชัดเจน ทั้งการพัฒนาสินค้าน้ำตาลต่ำ เครื่องดื่มไม่มีน้ำตาล เครื่องดื่มไม่มีพลังงาน และการสร้างผลิตภัณฑ์ทางเลือกที่ตอบสนองต่อกติกาใหม่ของตลาด สไลด์ประกอบการนำเสนอระบุว่า ภายหลังนโยบายนี้มีผล จำนวนผลิตภัณฑ์ที่เป็นทางเลือกสุขภาพเพิ่มขึ้นอย่างมาก โดยผลิตภัณฑ์ที่ได้รับ healthier choice logo เพิ่มจาก 216 รายการในช่วงปี 2558–2560 เป็น 2,004 รายการในเดือนธันวาคม 2566 และภาพรวมของการปรับตัวของอุตสาหกรรมสะท้อนการเพิ่มขึ้นของผลิตภัณฑ์กลุ่มใหม่ถึง 35%
ข้อมูลด้านปริมาณการเสียภาษีตามเกณฑ์ความหวานระหว่างปีงบประมาณ 2561–2566 ยังแสดงทิศทางเดียวกันอย่างเด่นชัด กล่าวคือ สัดส่วนของเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลต่ำกว่า 6 กรัมต่อ 100 มิลลิลิตรเพิ่มขึ้นมาก ขณะที่สัดส่วนของเครื่องดื่มในกลุ่มหวาน 10–14 กรัมและตั้งแต่ 14 กรัมขึ้นไปลดลงอย่างต่อเนื่อง ภาพนี้สะท้อนว่ามาตรการภาษีไม่ได้หยุดอยู่ที่การเก็บเงินเข้ารัฐ แต่ได้ผลจริงในฐานะเครื่องมือผลักให้โครงสร้างการผลิตและวางจำหน่ายในตลาดเปลี่ยนไปทางที่ดีต่อสุขภาพมากขึ้น
ในอีกด้านหนึ่ง การเก็บภาษีเครื่องดื่มหวานยังสร้างรายได้รัฐประมาณ 30,000 ล้านบาท แม้ตัวเลขนี้จะต่ำกว่ารายได้จากแอลกอฮอล์และยาสูบ แต่ก็สะท้อนว่ามาตรการสามารถทำงานได้พร้อมกันทั้งสองด้าน คือสร้างแรงจูงใจให้ภาคอุตสาหกรรมปรับสูตร และสร้างรายได้สาธารณะในเวลาเดียวกัน
นอกจากระดับการผลิตและโครงสร้างตลาดแล้ว ข้อมูลการบริโภคยังแสดงให้เห็นว่ามาตรการภาษีสัมพันธ์กับการลดลงของการดื่มเครื่องดื่มหวานในระดับประชากร โดยเฉพาะเมื่อภาษีขยับขึ้นในแต่ละระยะ การประเมินที่อ้างถึงในการนำเสนอชี้ว่า ทุกครั้งที่มีการขึ้นภาษี การบริโภคเฉลี่ยต่อวันของประชาชนจะลดลงอย่างมีนัยสำคัญ แต่ในช่วงที่ระยะภาษีทอดยาวนานกว่าที่ควร ผลการลดลงก็ชะลอตัวลงเช่นกัน สะท้อนว่า “จังหวะ” ของนโยบายมีความสำคัญไม่น้อยไปกว่า “ระดับ” ของอัตราภาษีเอง
ภาพรวมการดื่มเฉลี่ยต่อวันในปี 2561–2566 ชี้ว่าปริมาณการดื่มของทุกกลุ่มอายุมีแนวโน้มลดลง โดยวัยเรียนและวัยทำงานตอนต้นยังคงเป็นกลุ่มที่ดื่มมากกว่ากลุ่มอื่น แต่ก็มีแนวโน้มลดลงอย่างชัดเจนเช่นกัน โดยเฉพาะเด็กและเยาวชนซึ่งตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงของราคาได้มากกว่า เนื่องจากมีข้อจำกัดด้านกำลังซื้อ และยังได้รับอิทธิพลจากมาตรการเสริมในโรงเรียน เช่น การควบคุมการจำหน่ายเครื่องดื่มหวานภายในสถานศึกษา ทำให้ภาษีกับมาตรการสิ่งแวดล้อมอื่นทำงานเสริมกันได้ดีขึ้น
อย่างไรก็ดี ข้อมูลยังชี้ให้เห็นอีกด้านหนึ่งว่า แม้เครื่องดื่มในกลุ่มที่ถูกเก็บภาษีจะมีแนวโน้มดื่มลดลง แต่ผู้บริโภคจำนวนหนึ่งกลับหันไปดื่มเครื่องดื่มที่ไม่ถูกเก็บภาษีแทน โดยเฉพาะเครื่องดื่มชงหรือเครื่องดื่มบางประเภทที่อยู่นอกฐานภาษีเดิม สิ่งนี้สะท้อนว่าหากนโยบายภาษีไม่ครอบคลุมเพียงพอ ผู้บริโภคก็อาจย้ายการบริโภคจากสินค้ากลุ่มหนึ่งไปสู่อีกกลุ่มหนึ่งแทนที่จะลดความหวานลงจริง
แม้มาตรการภาษีความหวานจะสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกอย่างชัดเจน แต่โครงสร้างภาษีในปัจจุบันยังมีข้อจำกัดสำคัญที่ทำให้ผลลัพธ์ทางสุขภาพไม่เต็มศักยภาพ ข้อจำกัดประการแรกคือความแตกต่างของภาษีตามมูลค่าระหว่างเครื่องดื่มแต่ละประเภท น้ำอัดลมและน้ำโซดาถูกเก็บภาษีตามมูลค่าที่ 14% ขณะที่น้ำผลไม้บางประเภทถูกเก็บเพียง 10% และบางรายการได้รับการยกเว้นทั้งหมด ส่วนเครื่องดื่มที่เติมสารอาหารหรือสารอื่นบางชนิดก็มีภาษีต่ำมากหรือไม่ถูกเก็บในส่วนนี้เลย ความแตกต่างดังกล่าวทำให้เกิด “ช่องว่างของราคา” ที่บั่นทอนแรงจูงใจทางสุขภาพของนโยบาย
ข้อจำกัดประการที่สองคือการยกเว้นหรือผ่อนปรนในบางประเภทสินค้า เช่น นมปรุงแต่ง น้ำผลไม้ และเครื่องดื่มที่มีการเติมสารอื่นบางชนิด ทั้งที่ในทางสุขภาพ หากยังมีน้ำตาลอยู่ในระดับสูง สินค้าเหล่านี้ก็ยังคงเป็นช่องทางของ free sugar เช่นเดียวกัน ข้อเสนอสำคัญจึงอยู่ที่การลดช่องว่างเหล่านี้ ทำให้เครื่องดื่มที่มีน้ำตาลต้องเผชิญหลักเกณฑ์ที่สอดคล้องกันมากขึ้น และไม่เปิดพื้นที่ให้ผู้ผลิตใช้ภาพลักษณ์ของสินค้าเป็นข้ออ้างในการหลุดออกจากแรงกดดันทางภาษี
ประเด็นนี้มีความสำคัญมาก เพราะเมื่อเครื่องดื่มบางประเภทถูกยกเว้นหรือเสียภาษีน้อยกว่า ผู้บริโภคอาจหันไปดื่มสินค้ากลุ่มนั้นแทน แม้ระดับความหวานหรือผลกระทบทางสุขภาพจะยังสูงอยู่ก็ตาม เท่ากับว่าภาษีสามารถลดการบริโภคในหมวดหนึ่ง แต่ไม่ได้ลดภาระน้ำตาลของประชากรโดยรวมได้เต็มที่
อีกประเด็นสำคัญที่นโยบายต้องตามให้ทัน คือวิธีการปรับตัวของภาคอุตสาหกรรม ผู้ผลิตไม่ได้ตอบสนองต่อภาษีด้วยการขึ้นราคาตรง ๆ เพียงอย่างเดียว แต่ใช้หลายกลยุทธ์ร่วมกัน ทั้งการปรับสูตรลดน้ำตาล การลดขนาดบรรจุ และการหันไปใช้สารทดแทนความหวานมากขึ้น จึงทำให้ในหลายกรณี ราคาสินค้าในสายตาผู้บริโภคไม่ได้เปลี่ยนมากนัก แม้ภาษีจะขยับขึ้นแล้วก็ตาม ข้อเท็จจริงนี้ทำให้เห็นว่า การใช้ภาษีตามปริมาณน้ำตาลอย่างเดียวอาจยังไม่เพียงพอ หากผู้ผลิตยังสามารถรักษารสหวานไว้ได้ผ่านสารทดแทน และทำให้รสนิยมติดหวานของสังคมดำรงอยู่ต่อไป
ในกรณีของน้ำอัดลม ผู้ผลิตจำนวนมากสามารถดูดซับต้นทุนภาษีไว้บางส่วนได้ เพราะต้นทุนพื้นฐานของสินค้าค่อนข้างต่ำ ขณะที่ในกรณีของน้ำผลไม้บางประเภท ผลกระทบด้านราคากลับชัดกว่า เพราะปริมาณน้ำตาลจากผลไม้ตามธรรมชาติก็ยังถูกนับเป็นน้ำตาลในแง่ภาระภาษี จึงเกิดการลดขนาดบรรจุลงอย่างชัดเจนจนทำให้ราคาต่อปริมาณเพิ่มขึ้นมากกว่าเดิม ประเด็นนี้สะท้อนว่า โครงสร้างภาษีควรคำนึงถึงลักษณะของสินค้าที่แตกต่างกัน และไม่ควรมองเพียงราคาแปะหน้าสินค้าเท่านั้น แต่ต้องมองวิธีการปรับตัวของตลาดทั้งระบบด้วย
ข้อเสนอแนะสำคัญของการปฏิรูปภาษีเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของน้ำตาลจึงอยู่ที่การทำให้มาตรการมีความครอบคลุมและเข้มแข็งขึ้นกว่าปัจจุบัน สไลด์ข้อเสนอระบุอย่างชัดเจนว่า ควรขยายมาตรการภาษีให้ครอบคลุมนมปรุงแต่ง น้ำผลไม้ และเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของสารทดแทนความหวาน ลดช่องว่างของอัตราภาษีในส่วนฐานมูลค่าระหว่างประเภทสินค้า เพิ่มอัตราภาษีเพื่อให้ราคาเครื่องดื่มหวานแตกต่างจากเดิมอย่างชัดเจน และพิจารณาปรับอัตราภาษีตามอัตราเงินเฟ้อเพื่อให้ระดับราคาขยับขึ้นอย่างเหมาะสมตามค่าครองชีพ
ในเชิงหลักการ ข้อเสนอเหล่านี้มีความหมายมากกว่าการเพิ่มภาษี เพราะเป็นการพยายามทำให้ระบบภาษีสอดคล้องกับเป้าหมายทางสุขภาพอย่างแท้จริง กล่าวคือ หากเครื่องดื่มใดมีน้ำตาล ก็ต้องเผชิญกับภาระภาษีตามหลักการเดียวกัน ไม่ควรมีข้อยกเว้นจำนวนมากจนทำให้ผู้บริโภคย้ายจากสินค้ากลุ่มหนึ่งไปสู่อีกกลุ่มหนึ่งโดยที่ระดับความหวานโดยรวมแทบไม่เปลี่ยน
อีกข้อเสนอหนึ่งที่มีนัยสำคัญในระยะต่อไป คือการพิจารณาภาษีหรือมาตรการกำกับสารทดแทนความหวาน เพราะหากเป้าหมายของสังคมคือการลดการติดรสหวานและป้องกัน NCDs ในระยะยาว การลดน้ำตาลโดยคงความหวานไว้เต็มรูปแบบอาจช่วยเพียงบางมิติ แต่ยังไม่เปลี่ยนรสนิยมการบริโภคของประชาชนอย่างแท้จริง ประเด็นนี้จึงเป็นโจทย์นโยบายรุ่นถัดไปที่ควรถูกหยิบมาพิจารณาอย่างจริงจัง เงินเฟ้อกับภาษีความหวาน: หากภาษีไม่ขยับ พลังของนโยบายก็จะค่อย ๆ อ่อนลง
อีกบทเรียนหนึ่งที่สำคัญจากประสบการณ์ที่ผ่านมา คือภาษีไม่สามารถคงพลังของมันไว้ได้ หากไม่ถูกปรับให้สอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจ เมื่อเวลาผ่านไป หากอัตราภาษีหยุดนิ่ง ขณะที่ค่าครองชีพและราคาสินค้าอื่น ๆ เพิ่มขึ้น ภาษีจะค่อย ๆ สูญเสียอิทธิพลต่อกระเป๋าเงินของผู้บริโภค และผลของนโยบายต่อพฤติกรรมการบริโภคก็จะอ่อนลงตามไปด้วย ข้อเสนอให้ผูกการปรับภาษีกับอัตราเงินเฟ้อทั้งในส่วนฐานปริมาณและฐานมูลค่า จึงเป็นการรักษา “น้ำหนัก” ของนโยบายไม่ให้ถูกกัดกร่อนไปตามเวลา โดยเฉพาะเมื่อมองจากเป้าหมายด้านสุขภาพในระยะยาว
ประเด็นนี้มีความสำคัญมาก เพราะภาษีความหวานแตกต่างจากนโยบายระยะสั้นทั่วไป มันเป็นเครื่องมือที่ต้องทำงานต่อเนื่องเป็นปี ๆ เพื่อปรับสภาพแวดล้อมและความเคยชินของผู้บริโภค หากอัตราภาษีไม่ขยับตามต้นทุนชีวิตจริง ในที่สุดสินค้าหวานก็จะกลับมา “ถูกลง” ในเชิงสัมพัทธ์ และแรงจูงใจในการลดหวานก็จะลดลงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ภาษีเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของน้ำตาลของไทยได้พิสูจน์แล้วว่าเป็นมากกว่ามาตรการจัดเก็บรายได้ เพราะมันสามารถเปลี่ยนสูตร เปลี่ยนตลาด เปลี่ยนทางเลือก และเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภคของประชาชนได้จริง ระหว่างทางที่ผ่านมา นโยบายนี้ช่วยทำให้เครื่องดื่มหวานจัดลดลงในตลาด เพิ่มสัดส่วนของเครื่องดื่มหวานน้อยและไม่มีน้ำตาล และช่วยลดการดื่มเฉลี่ยต่อวันในหลายกลุ่มอายุ โดยเฉพาะเด็กและเยาวชนซึ่งตอบสนองต่อราคามากกว่ากลุ่มอื่น
อย่างไรก็ตาม โครงสร้างภาษีในปัจจุบันยังไม่สมบูรณ์เพียงพอที่จะทำให้สังคมไทยลดความหวานได้อย่างเต็มศักยภาพ ช่องว่างของอัตราภาษีตามมูลค่า ข้อยกเว้นในบางกลุ่มสินค้า การใช้สารทดแทนความหวาน และการไม่ปรับภาษีตามเงินเฟ้อ ล้วนเป็นปัจจัยที่ทำให้ผลทางสุขภาพของนโยบายอ่อนแรงลงในบางส่วน ดังนั้น การปฏิรูปในระยะต่อไปจึงควรมุ่งไปที่การขยายฐานภาษีให้ครอบคลุมเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลทุกกลุ่ม ลดช่องว่างของอัตราภาษี เพิ่มอัตราภาษีให้ส่งผลต่อราคาอย่างชัดเจน และสร้างกลไกปรับภาษีอย่างต่อเนื่องตามภาวะเศรษฐกิจ
หากดำเนินการได้ครบถ้วน ภาษีความหวานจะไม่ใช่เพียงมาตรการทางการคลังที่จัดการสินค้าเฉพาะประเภทหนึ่ง แต่จะกลายเป็นเครื่องมือสำคัญในการออกแบบสภาพแวดล้อมอาหารใหม่ของประเทศ ทำให้ทางเลือกที่ดีต่อสุขภาพเข้าถึงง่ายขึ้น ทำให้ความหวานส่วนเกินลดลงในระดับประชากร และช่วยลดภาระโรค NCDs ที่กำลังกดทับสังคมไทยในระยะยาวได้อย่างมีนัยสำคัญ นี่คือหัวใจของการปฏิรูปภาษีเครื่องดื่มหวานในศตวรรษที่ยี่สิบเอ็ด นั่นคือการทำให้ระบบภาษีไม่ได้ทำหน้าที่เพียงจัดเก็บรายได้ แต่ทำหน้าที่กำหนดทิศทางสุขภาวะของสังคมด้วย