Main Banner

Next Move ภาษีเพื่อสุขภาพไทย: จากข้อเสนอรายสินค้า สู่ยุทธศาสตร์ร่วมเพื่อขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะในอนาคต



      ตลอดหลายปีที่ผ่านมา สังคมไทยเริ่มเห็นชัดขึ้นเรื่อย ๆ ว่าโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง หรือ NCDs ไม่ได้เป็นเพียงปัญหาทางการแพทย์ แต่เป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่เชื่อมโยงกับพฤติกรรมการบริโภค สภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจ การตลาดของธุรกิจ และกลไกนโยบายสาธารณะในวงกว้าง การรับมือกับ NCDs จึงไม่อาจพึ่งระบบบริการสุขภาพเพียงอย่างเดียว หากต้องใช้มาตรการต้นทางที่เข้าไปจัดการ “เงื่อนไขของการบริโภค” ควบคู่กันไปด้วย โดยเฉพาะมาตรการทางภาษีต่อสินค้าที่มีผลกระทบต่อสุขภาพ

      ในบริบทนี้ การผลักดันภาษีเพื่อสุขภาพจึงไม่ใช่การเพิ่มภาระทางการคลังแก่ประชาชนเท่านั้น หากแต่เป็นความพยายามปรับโครงสร้างราคาและสภาพแวดล้อมทางสังคม เพื่อให้สินค้าที่ส่งผลเสียต่อสุขภาพไม่เข้าถึงได้ง่ายหรือราคาถูกเกินไป ทั้งยังเป็นเครื่องมือที่ช่วยลดภาระโรค ลดค่าใช้จ่ายของรัฐ และสร้างรายได้สาธารณะไปพร้อมกัน

      สาระสำคัญจากช่วงเสวนา Next Move ภายในงานเวทีวิชาการและสื่อสารสาธารณะ“ยกระดับแนวทางความร่วมมือ: การพัฒนานโยบายและมาตราการทางภาษีในสินค้าทำลายสุขภาพ” เมื่อ วันจันทร์ ที่ 12 มกราคม 2569 จึงไม่ได้อยู่เพียงที่การสรุปข้อเสนอเฉพาะรายสินค้า 4 กลุ่ม ได้แก่ บุหรี่และยาสูบ เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เครื่องดื่มผสมน้ำตาล และเกลือ หากแต่อยู่ที่การชี้ให้เห็นว่า ประเทศไทยได้เดินมาถึงจุดที่ “ข้อมูลพร้อม ข้อเสนอพร้อม และเหตุผลทางสาธารณะพร้อม” แล้ว คำถามสำคัญในระยะต่อไปจึงไม่ใช่จะมีนโยบายภาษีหรือไม่ แต่คือจะออกแบบการขับเคลื่อนอย่างไรให้มาตรการเหล่านี้ไปถึงระดับการตัดสินใจเชิงนโยบาย และเปลี่ยนเป็นผลลัพธ์จริงในระดับประเทศ


เหตุผลที่ไทยต้องขยับพร้อมกันทั้ง 4 สินค้า: เพราะภาระโรคไม่ได้เกิดจากปัจจัยเสี่ยงเพียงตัวเดียว

      หัวใจสำคัญของการอภิปรายครั้งนี้อยู่ที่การยืนยันว่า ประเทศไทยไม่ควรมองมาตรการภาษีเป็นเรื่องแยกส่วนรายสินค้า แต่ควรมองเป็นยุทธศาสตร์ร่วมในการจัดการปัจจัยเสี่ยงของ NCDs ทั้งระบบ สินค้าทั้ง 4 กลุ่มล้วนสัมพันธ์กับโรคหัวใจ เบาหวาน มะเร็ง โรคไต โรคหลอดเลือดสมอง และโรคเรื้อรังอื่น ๆ ในลักษณะที่ทับซ้อนและเสริมแรงกัน หากรัฐเลือกทำเพียงบางสินค้าโดยปล่อยอีกบางสินค้าไว้ ผลลัพธ์ที่ได้ย่อมไม่เต็มศักยภาพ เพราะพฤติกรรมการบริโภคสามารถเคลื่อนจากสินค้าหนึ่งไปสู่อีกสินค้าหนึ่งได้เสมอ

      แนวคิดนี้มีความสำคัญมากในเชิงยุทธศาสตร์ เพราะทำให้เห็นว่าโจทย์ของไทยไม่ใช่เพียงการ “เพิ่มภาษี” แต่คือการ “ปิดช่องว่างเชิงโครงสร้าง” ที่ทำให้ผู้ผลิตและผู้บริโภคสามารถไหลไปสู่สินค้าที่เสียภาษีน้อยกว่า ราคาถูกกว่า หรือยังไม่ถูกกำกับอย่างเพียงพอ หากไม่ลดช่องว่างเหล่านี้ การขึ้นภาษีในภาพรวมก็อาจไม่สามารถลดการบริโภคที่เกินความจำเป็นได้จริง

      ด้วยเหตุนี้ ข้อเสนอเร่งด่วนที่สามารถทำพร้อมกันได้ในทั้ง 4 กลุ่มสินค้าจึงประกอบด้วย 3 แกนหลักร่วมกัน ได้แก่ การลดช่องว่างของอัตราภาษีระหว่างผลิตภัณฑ์ย่อย การปรับภาษีอย่างสม่ำเสมอหรือผูกกับเงินเฟ้อ และการจัดการกับสินค้าผิดกฎหมาย โดยเฉพาะในกลุ่มบุหรี่และแอลกอฮอล์ หลักการทั้งสามข้อนี้สะท้อนว่า “ภาษีเพื่อสุขภาพ” จะได้ผลก็ต่อเมื่อเป็นนโยบายที่ออกแบบให้ครอบคลุม ต่อเนื่อง และไม่เปิดทางให้เกิดการหลบเลี่ยงง่าย ๆ



จากข้อเสนอรายสินค้า สู่ภาพใหญ่ของการปฏิรูปภาษีเพื่อสุขภาพ

      เมื่อมองลงไปในแต่ละสินค้า จะเห็นว่าข้อเสนอเฉพาะมีความชัดเจนเพียงพอแล้ว บุหรี่และยาสูบควรลดระบบภาษีแบบสองอัตราให้เหลืออัตราเดียว เพื่อปิดช่องทางการตั้งราคาหลบภาษีและทำให้ระบบกลับมาทำงานตามเป้าหมายด้านสุขภาพจริง เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ควรเร่งปรับภาษีสุราขาวซึ่งต่ำมานานและทำให้เครื่องดื่มที่แรงยังคงเข้าถึงได้ง่ายในราคาถูก เครื่องดื่มผสมน้ำตาลควรขยายมาตรการภาษีให้ครอบคลุมนมปรุงแต่ง น้ำผลไม้ และเครื่องดื่มที่ใช้สารทดแทนความหวาน ส่วนเกลือหรือโซเดียมควรถูกผลักเข้าสู่ฐานภาษีอย่างเป็นทางการในฐานะสินค้ากลุ่มใหม่ที่จำเป็นต้องมีมาตรการเชิงโครงสร้างรองรับ

      สิ่งที่น่าสนใจคือ ข้อเสนอเหล่านี้ไม่ได้เป็นเพียงมาตรการเก็บภาษีเพื่อหารายได้ แต่สะท้อนหลักคิดร่วมกันว่าภาษีต้องถูกใช้เป็นเครื่องมือ “ปรับสภาพแวดล้อมการบริโภค” กล่าวคือ ทำให้สินค้าที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพมีแรงจูงใจทางราคาน้อยลง ขณะเดียวกันก็กระตุ้นให้ภาคอุตสาหกรรมปรับสูตร ปรับผลิตภัณฑ์ หรือปรับกลยุทธ์เข้าสู่ทางเลือกที่ปลอดภัยกว่า

      ในมุมนี้ ภาษีเพื่อสุขภาพจึงไม่ควรถูกตีความแคบ ๆ ว่าเป็นมาตรการด้านรายรับของรัฐ แต่ต้องถูกเข้าใจในฐานะนโยบาย best buy ทางสาธารณสุข คือเป็นนโยบายที่ใช้ต้นทุนทางภาครัฐไม่สูงมาก แต่ให้ผลตอบแทนคุ้มค่าทั้งด้านสุขภาพ การคลัง และความปลอดภัยทางสังคม



บทเรียนสำคัญจากเวทีเสวนา: อุปสรรคไม่ใช่การขาดข้อมูล แต่คือการเปลี่ยน “ข้อเสนอ” ให้กลายเป็น “ฉันทามติทางนโยบาย”

      หากมองจากเนื้อหาทั้งหมด จะเห็นว่าปัจจุบันประเทศไทยไม่ได้ขาดข้อมูลเชิงวิชาการอีกต่อไป หลักฐานเรื่องผลกระทบของสินค้าแต่ละกลุ่มมีเพียงพอ ข้อเสนอเชิงนโยบายก็ชัดเจน และยังมีบทเรียนจากทั้งในประเทศและต่างประเทศรองรับในระดับหนึ่ง สิ่งที่ยังขาดอยู่จริงคือการเปลี่ยนข้อเสนอเหล่านี้ให้กลายเป็นฉันทามติทางนโยบายที่มีพลังพอจะผลักดันผ่านระบบการเมืองและระบบราชการ

      จุดนี้ทำให้ช่วง Next Move มีความสำคัญมากกว่าการเป็นเวทีวิชาการทั่วไป เพราะมันย้ายคำถามจาก “ควรทำอะไร” ไปสู่ “ใครจะเป็นกลไกหลักในการพาเรื่องนี้เดินต่อ” และ “เงื่อนไขอะไรบ้างที่ต้องมีใน 1–2 ปีข้างหน้า” คำตอบที่ปรากฏชัดคือ การขับเคลื่อนต่อจากนี้ต้องอาศัยทั้งกลไกทางนโยบายภายในรัฐ กลไกวิชาการ และพลังทางสังคมร่วมกัน ไม่สามารถฝากความหวังไว้กับหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งลำพังได้ กลไกคณะกรรมการ NCDs ชาติ: จุดเชื่อมสำคัญระหว่างวิชาการกับกระทรวงการคลัง

      หนึ่งในประเด็นสำคัญที่สุดจากการเสวนาคือการวางบทบาทของคณะกรรมการ NCDs ชาติให้เป็น “สะพานเชื่อม” ระหว่างข้อเสนอเชิงวิชาการกับการตัดสินใจเชิงนโยบาย โดยเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวข้องกับกระทรวงการคลัง กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงศึกษาธิการ และหน่วยงานนอกภาคสุขภาพอื่น ๆ

      ความสำคัญของกลไกนี้อยู่ที่ NCDs เป็นปัญหาที่อยู่นอกโรงพยาบาลและอยู่นอกขอบเขตอำนาจของกระทรวงสาธารณสุขโดยตรง หากไม่มีเวทีที่ดึงกระทรวงอื่นเข้ามาร่วมตัดสินใจ ข้อเสนอจำนวนมากก็จะค้างอยู่ที่ระดับเอกสารวิชาการหรือการรณรงค์เฉพาะประเด็นเท่านั้น คณะกรรมการ NCDs ชาติจึงควรถูกใช้เป็นพื้นที่กลางในการนำข้อเสนอภาษีทั้ง 4 กลุ่มเข้าสู่การพิจารณาอย่างเป็นระบบ และทำหน้าที่จัดลำดับความสำคัญ กำหนดแนวทางการผลักดัน และเชื่อมต่อกับการกำหนดนโยบายรัฐบาลชุดใหม่

      อย่างไรก็ดี เวทีก็สะท้อนชัดด้วยว่า กลไกเชิงโครงสร้างเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ หากไม่มีแรงหนุนทางการเมืองและความต่อเนื่องของการประชุม การเปลี่ยนผ่านรัฐบาลหรือความไม่แน่นอนทางการเมืองสามารถทำให้เรื่องเหล่านี้ชะลอลงได้ทันที ดังนั้น กลไกคณะกรรมการจึงต้องมีทั้งฐานความรู้ที่แข็งแรงและแรงสนับสนุนจากสังคมควบคู่กันไป



ภารกิจต่อจากนี้ของภาครัฐ: เปลี่ยนภาษีเพื่อสุขภาพให้เป็นนโยบายรัฐบาล ไม่ใช่เพียงข้อเสนอของนักวิชาการ

      หากถามว่า Next step ที่สำคัญที่สุดของประเทศไทยคืออะไร คำตอบหนึ่งที่ชัดมากจากเวทีนี้คือ การทำให้มาตรการภาษีสินค้าทำลายสุขภาพกลายเป็น “พันธะทางนโยบาย” ของรัฐบาลอย่างเป็นทางการ ไม่ใช่เพียงข้อเสนอที่ถูกหยิบยกขึ้นเป็นครั้งคราวในเวทีวิชาการ

      ความหมายของเรื่องนี้มีอย่างน้อย 3 ระดับ ระดับแรกคือรัฐบาลควรแสดงเจตจำนงทางการเมืองอย่างชัดเจน ผ่านคำแถลงนโยบายหรือทิศทางการทำงานว่า การใช้ภาษีเพื่อสุขภาพเป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์ลดภาระ NCDs ของประเทศ ระดับที่สองคือกระทรวงเจ้าภาพ โดยเฉพาะกระทรวงการคลังและกระทรวงสาธารณสุข ต้องให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ในฐานะ priority ร่วม ไม่ใช่ผลักให้เป็นภารกิจรอง ระดับที่สามคือการทำให้สังคมรับรู้ว่า นโยบายภาษีเหล่านี้ไม่ได้มุ่งเพียงเพิ่มรายได้รัฐ แต่คือการลดรายจ่ายในอนาคตจากภาระการรักษาพยาบาล และเป็นการลงทุนในสุขภาวะของประเทศ

      ประเด็นนี้มีนัยสำคัญมาก เพราะในระบบการเมืองปัจจุบัน นโยบายที่ขยับได้เร็ว มักเป็นนโยบายที่ตอบโจทย์ระยะสั้นและมองเห็นผลทันที เช่น การแจกจ่ายหรือการอุดหนุนเฉพาะหน้า ขณะที่นโยบายเชิงป้องกันอย่างภาษีเพื่อสุขภาพมักถูกมองว่ามีต้นทุนทางการเมืองสูงกว่า ทั้งที่ในความเป็นจริง มันเป็นมาตรการที่ให้ผล “ชนะสามต่อ” คือเพิ่มรายได้รัฐ ลดรายจ่ายจากการรักษา และทำให้สุขภาพประชาชนดีขึ้นพร้อมกัน



ภาคประชาสังคมและสื่อมวลชน: พลังที่ยังต้องถูกระดมให้มากกว่านี้

      อีกบทสรุปสำคัญจากเวทีเสวนาคือ เรื่องภาษีเพื่อสุขภาพจะเดินหน้าได้จริงก็ต่อเมื่อภาคประชาสังคมและสื่อมวลชนเข้ามามีบทบาทมากกว่าการรับรู้เฉย ๆ เพราะในทางปฏิบัติ มาตรการภาษีคือมาตรการที่ธุรกิจหวั่นเกรงมากที่สุด เนื่องจากกระทบต่อยอดขายและกำไรโดยตรง จึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะมีแรงต้านทั้งในระดับความคิด สื่อสารสาธารณะ และการวิ่งเต้นเชิงนโยบาย

      ในบริบทเช่นนี้ หากประชาชนยังไม่เข้าใจเหตุผลของภาษีเพื่อสุขภาพ หรือยังมองว่าเป็นเพียงการเพิ่มภาระค่าครองชีพ ฝ่ายสนับสนุนย่อมเสียเปรียบโดยธรรมชาติ เพราะเสียงของธุรกิจมักดังและมีทรัพยากรมากกว่า จุดนี้ทำให้สื่อมวลชนมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการแปลข้อมูลวิชาการให้เป็นภาษาสาธารณะที่เข้าใจง่าย ชี้ให้เห็นว่าราคาที่เพิ่มขึ้นของสินค้าบางประเภทไม่ใช่การทำร้ายคนจน แต่เป็นการลดโอกาสที่ครัวเรือนจะต้องแบกภาระค่ารักษาพยาบาลในระยะยาว และเป็นการทำให้ทรัพยากรของครัวเรือนถูกใช้ไปกับสิ่งที่จำเป็นและดีต่อชีวิตมากกว่า

      ในอีกด้านหนึ่ง ภาคประชาสังคมเองก็ไม่ได้มีหน้าที่เพียง “ส่งเสียง” แต่ยังมีบทบาทเป็นทั้งแหล่งข้อมูลเชิงพื้นที่ พื้นที่ทดลองนโยบาย และตัวกลางระหว่างงานวิชาการกับประสบการณ์จริงของประชาชน หากสามารถเชื่อมสามส่วนนี้เข้าด้วยกันได้ พลังของสังคมจะกลายเป็นแรงหนุนสำคัญให้ฝ่ายนโยบายกล้าตัดสินใจมากขึ้น



ภาษีอย่างเดียวไม่พอ: Next step ต้องเป็นแพ็กเกจนโยบายที่รวม tax และ non-tax

      แม้เวทีนี้จะเน้นเรื่องมาตรการทางภาษีเป็นหลัก แต่ข้อคิดสำคัญอีกด้านหนึ่งคือ ภาษีไม่ควรถูกทำงานอย่างโดดเดี่ยว การผลักดันภาษีให้ได้ผลจำเป็นต้องมาพร้อมมาตรการ non-tax เช่น การสื่อสารสาธารณะ การพัฒนาระบบข้อมูล การกำกับการตลาด การสร้างบริการช่วยเลิกบุหรี่หรือเลิกดื่ม การจัดการอาหารในโรงเรียน การพัฒนาฉลาก การกำหนดมาตรฐานผลิตภัณฑ์ และการประเมินผลอย่างต่อเนื่อง

      หลักคิดนี้สำคัญมาก เพราะภาษีสามารถเป็น “ยาแรง” ที่กระทบราคาและโครงสร้างตลาดได้ แต่ถ้าขาด “ยาพื้นฐาน” อย่างความรู้ ระบบบริการ และกลไกรองรับ ผู้คนจำนวนมากก็อาจไม่สามารถเปลี่ยนพฤติกรรมได้อย่างยั่งยืน ตัวอย่างเช่น การสื่อสารให้เลิกบุหรี่จะไม่มีผลมากนัก หากระบบช่วยเลิกบุหรี่ไม่พร้อม หรือการรณรงค์ลดหวานจะไปได้ไม่ไกล หากตลาดยังเต็มไปด้วยเครื่องดื่มที่ใช้สารทดแทนความหวานโดยไม่มีการกำกับในระยะต่อไป

      ดังนั้น Next Move ของไทยจึงไม่ควรเป็นเพียงการ “ขึ้นภาษี” แบบแยกชิ้น แต่ควรเป็น “ชุดนโยบายเพื่อสุขภาพ” ที่ทำให้มาตรการภาษีกลายเป็นแกนกลางของการปรับระบบ โดยมี non-tax policies ทำหน้าที่รองรับ ขยายผล และทำให้การเปลี่ยนแปลงยั่งยืน



เงื่อนไขสำคัญใน 1–2 ปีข้างหน้า: ถ้าไทยจะเดินจริง ต้องมีอะไรบ้าง

      เมื่อสรุปจากข้อถกเถียงทั้งหมด เงื่อนไขสำคัญที่ประเทศไทยต้องมีในช่วง 1–2 ปีข้างหน้า หากต้องการผลักดันภาษีสินค้าทำลายสุขภาพให้เดินหน้าได้จริง มีอย่างน้อย 5 ประการ

      ประการแรก ต้องมีความชัดเจนทางการเมืองในระดับรัฐบาล ว่ามาตรการภาษีเพื่อสุขภาพเป็นส่วนหนึ่งของนโยบายรัฐ ไม่ใช่เพียงข้อเสนอภาควิชาการที่รอพิจารณาไปเรื่อย ๆ

      ประการที่สอง ต้องมีกระทรวงเจ้าภาพที่ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้อย่างจริงจัง โดยเฉพาะในระดับปฏิบัติการและระดับกลางของระบบราชการ ซึ่งเป็นคนทำงานที่สามารถเตรียมข้อมูล เตรียมข้อเสนอ และประสานระหว่างหน่วยงานได้ต่อเนื่องแม้ในช่วงรอการตัดสินใจระดับบน

      ประการที่สาม ต้องมีการใช้คณะกรรมการ NCDs ชาติเป็นกลไกเชิงระบบอย่างแท้จริง ไม่ใช่เพียงเวทีรับทราบข้อมูล แต่เป็นพื้นที่จัดลำดับความสำคัญ กำหนดโรดแมป และสร้างความเห็นพ้องระหว่างหน่วยงาน

      ประการที่สี่ ต้องมีการสื่อสารสาธารณะอย่างจริงจังและต่อเนื่อง เพื่ออธิบายวัตถุประสงค์ ประโยชน์ และผลกระทบของมาตรการภาษีต่อประชาชนอย่างตรงไปตรงมา โดยเฉพาะต่อข้อถกเถียงเรื่องค่าครองชีพ คนจน สินค้าเถื่อน และการใช้รายได้ภาษี

      ประการที่ห้า ต้องมีระบบติดตามประเมินผลที่ชัดเจน เพราะเมื่อดำเนินนโยบายแล้ว สังคมย่อมถามเสมอว่าได้ผลจริงหรือไม่ ลดการบริโภคหรือไม่ ภาระโรคลดลงหรือไม่ และรายได้รัฐถูกนำไปใช้ประโยชน์อย่างไร หากไม่มีระบบตอบคำถามเหล่านี้ นโยบายจะขาดความชอบธรรมในระยะยาว



ภาษีเพื่อสุขภาพกับโจทย์เรื่องความเป็นธรรม: ต้องทำให้ประชาชนเห็นว่า “จ่ายเพิ่มวันนี้ เพื่อไม่ต้องจ่ายแพงกว่าเดิมในวันหน้า

      หนึ่งในข้อถกเถียงสำคัญที่สุดของมาตรการภาษีคือคำถามเรื่องความเป็นธรรม โดยเฉพาะในช่วงที่ค่าครองชีพสูง หลายฝ่ายมักตั้งคำถามว่า การขึ้นภาษีจะกลายเป็นการเพิ่มภาระให้ประชาชนหรือไม่ ประเด็นนี้ไม่ควรถูกปัดตก แต่ควรถูกตอบด้วยเหตุผลอย่างจริงจัง

      สาระสำคัญที่เวทีเสวนาชี้ไว้คือ หากมองเพียงระยะสั้น ราคาสินค้าที่สูงขึ้นอาจดูเหมือนภาระ แต่หากมองในระยะยาว นโยบายนี้คือการลดโอกาสที่ครัวเรือน โดยเฉพาะครัวเรือนรายได้น้อย จะต้องสูญเสียทรัพยากรไปกับการรักษาโรคเรื้อรัง อุบัติเหตุ และภาระทางสังคมที่เกิดจากการบริโภคสินค้าทำลายสุขภาพ สิ่งที่ดูเหมือน “แพงขึ้น” ในวันนี้ จึงอาจเป็นการช่วยไม่ให้ประชาชนต้อง “จ่ายแพงกว่าเดิม” ในวันหน้า

      พร้อมกันนั้น ยังมีข้อคิดสำคัญจากต่างประเทศว่า มาตรการภาษีจะได้รับการสนับสนุนมากขึ้น หากประชาชนเห็นชัดว่ารายได้ที่เกิดขึ้นจะถูกนำไปใช้ทำอะไรเพื่อสาธารณะ ไม่ว่าจะเป็นระบบสุขภาพ การป้องกันโรค การพัฒนาเด็ก เยาวชน หรือบริการสาธารณะในพื้นที่ นี่คือโจทย์ที่ไทยควรศึกษาต่ออย่างจริงจังว่า จะทำอย่างไรให้ความเชื่อมโยงระหว่าง “ภาษีที่เก็บได้” กับ “ประโยชน์ที่ประชาชนได้รับ” ชัดเจนและสื่อสารได้มากขึ้น



บทสรุป: Next Move ของไทยต้องเปลี่ยนจาก “เวทีข้อเสนอ” ไปสู่ “ยุทธศาสตร์การลงมือทำ”

      หากสรุปสาระสำคัญของช่วงเสวนา Next Move ในภาพใหญ่ จะเห็นว่าประเทศไทยไม่ได้อยู่ในช่วงเริ่มต้นของการถกเถียงเรื่องภาษีเพื่อสุขภาพอีกต่อไป ตรงกันข้าม ไทยมีทั้งฐานความรู้ ข้อเสนอเชิงนโยบาย บทเรียนการดำเนินงาน และภาคีที่พร้อมผลักดันอยู่แล้ว สิ่งที่ยังต้องทำต่อคือการเปลี่ยนจาก “การรู้ว่าควรทำอะไร” ไปสู่ “การมีแผนร่วมว่าจะทำอย่างไร ใครทำ และเมื่อไร”

      Next step ของประเทศไทยจึงควรเริ่มจากการวางยุทธศาสตร์ร่วมระดับประเทศสำหรับภาษีสินค้าทำลายสุขภาพทั้ง 4 กลุ่ม โดยใช้หลักการร่วม 3 ประการเป็นแกนกลาง คือ ลดช่องว่างภาษีระหว่างผลิตภัณฑ์ย่อย ปรับภาษีอย่างสม่ำเสมอหรือผูกกับเงินเฟ้อ และจัดการสินค้าผิดกฎหมายอย่างจริงจัง จากนั้นจึงเดินหน้ามาตรการเฉพาะรายสินค้าในจุดที่พร้อมแล้ว พร้อมใช้คณะกรรมการ NCDs ชาติเป็นกลไกเชื่อมการตัดสินใจข้ามกระทรวง ขับเคลื่อนผ่านพันธะทางการเมืองของรัฐบาล และสร้างแรงสนับสนุนจากภาคประชาสังคมและสื่อมวลชนควบคู่กันไป

      ในท้ายที่สุด ภาษีเพื่อสุขภาพไม่ควรถูกมองว่าเป็นมาตรการเชิงลบหรือเครื่องมือทางเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียว หากแต่เป็นเครื่องมือเชิงโครงสร้างที่ช่วยให้รัฐทำหน้าที่ปกป้องสุขภาพของประชาชนได้ตั้งแต่ต้นทาง ลดภาระโรคในปลายทาง และทำให้ทรัพยากรสาธารณะถูกใช้เพื่ออนาคตของประเทศอย่างคุ้มค่ากว่าเดิม

      หากไทยจะขยับเรื่องนี้ต่อไปจริง สิ่งที่ต้องเกิดหลังจากเวทีนี้จึงไม่ใช่เพียงการรับทราบข้อเสนอ แต่คือการเปลี่ยนข้อเสนอเหล่านั้นให้กลายเป็นโรดแมปของประเทศ และทำให้ภาษีเพื่อสุขภาพเป็นหนึ่งในนโยบายสาธารณะที่มีทั้งเหตุผล ความกล้าหาญ และพลังสังคมรองรับอย่างแท้จริง