เลขาธิการมูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ
มสช. ขอคุย| ฐาณัฒรวีย์ ศรีสยาม | 25 เมษายน 2567
หากจินตนาการถึงสังคมที่เอื้อต่อการมีคุณภาพชีวิตที่ดี เราจะนึกถึงอะไรได้บ้าง สังคมที่มีสิ่งอำนวยความสะดวกสบาย สังคมที่ปลอดภัย อากาศที่บริสุทธิ์ สิทธิในการเรียน และหนึ่งในนั้นคือการได้รับสิทธิในการรักษาพยาบาลยามเจ็บป่วย
เรามีสถานพยาบาลทั่วประเทศทั้งของรัฐและเอกชน มีระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้าหรือ บัตร 30 บาท ให้กับประชากรไทยทุกคนเป็นพื้นฐาน ส่วนใครจะมีสิทธิประกันสังคมหรือสิทธิราชการหรือจ่ายประกันสุขภาพเป็นทางเลือกส่วนตัวพิเศษตามความสามารถ ก็ได้รับการบริการแตกต่างกันไป ไม่นับประชากรแฝง แรงงานต่างชาติที่เข้ามาทำงานในประเทศไทย เป็นเฟืองตัวหนึ่งที่ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ... แต่ไม่ใช่แรงงานทุกคนที่ได้รับการรักษาดูแลยามเมื่อป่วยไข้
คนไทยทุกคนมี “สิทธิ 30 บาท” ในการเข้ารับการรักษายามเจ็บป่วย เป็นภาพสะท้อนที่เพียงพอหรือไม่สําหรับการก้าวไปให้ถึง “ความเป็นธรรมทางสุขภาพ หรือ Health Justice” เป็นคําถามที่เราอยากได้คําตอบและเห็นภาพใหญ่ที่ต้องไปให้ถึง
เช้าวันนี้ฝนตกพรํา เรามีนัดพูดคุยกับ ดร. นพ. ปิ ยะ หาญวรวงศ์ชัย เลขาธิการ มูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ ที่สํานักงานของมูลนิธิฯ เราได้ยินมาว่าคุณหมอมีงานยุ่งมาก และวันนี้เรามีเวลาสัมภาษณ์เพียง 1 ชั่วโมงเท่านั้นก่อนที่คุณหมอจะเข้าประชุมคณะ กรรมการมูลนิธิฯ ตามกําหนด
เราจึงทําการบ้านหนักพอสมควรเพื่อเตรียมความพร้อมใช้ช่วงเวลา 1 ชั่วโมงนี้ ให้มีคุณค่าที่สุดกับเรื่องที่ยังคงเป็นคําใหม่ในสังคมไทย
ปัจจุบัน คุณหมอปิยะ หาญวรวงศ์ชัย เป็นอาจารย์ภาควิชาเวชศาสตร์ป้องกันและสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และยังได้รับ แต่งตั้งโดยองค์การอนามัยโลกให้เป็นสมาชิกของคณะผู้เชี่ยวชาญด้านสารสนเทศเกี่ยวกับบุคลาการสุขภาพ (Health Workforce Information Reference Group – HIRG) และดํารงตําแหน่งเป็นอนุกรรมการพัฒนาการจัดทําแผนยุทธศาสตร์และแผนการดําเนินงาน ของสํานักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และเป็นที่ปรึกษาให้แก่ องค์กรการกุศล และหน่วยราชการ เช่น CMB Foundation และ สํานักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (กพ.)
เราตื่นเต้นกับการได้พูดคุยกับบุคลากรคุณภาพท่านหนึ่งของประเทศไทย ฝนช่างรู้จักกาลเทศะ หยุดตกพอดิบพอดีก่อนเวลานัด เล็กน้อย ทําให้บรรยากาศในวันนี้ชุ่มชื่นเย็นสบาย เมื่อถึงเวลานัดคุณหมอเดินตรงมาด้วยรอยยิ้มสว่างเต็มใบหน้าและประกายแววตาที่เป็นมิตร
เมื่อถามถึงความหมาย / นิ ยาม / ภาพ ของความเป็นธรรมทางสุขภาพ ในมุมของคุณหมอว่าเป็นอย่างไร คุ ณหมอได้ชวนย้อน มองระบบบริการสุขภาพในประเทศไทยที่มีอยู่ในปัจจุบันว่า ประเทศไทยนั้นได้ให้ความสําคัญด้านสุขภาพในเชิง public health มาก มีการขยายโรงพยาบาลลงไปในชุมชน มีโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตําบล (รพ.สต.) มีการขยายบริการและโอกาสการดูแลสุขภาพ ผ่านตัว กลางซึ่งเป็นอาสาสมัครสาธารณสุขประจําหมู่บ้าน (อสม.) เป็นภาพใหญ่ที่ปรากฏในแง่ค่าเฉลี่ยว่ามีการทํางานเกิดขึ้นในแต่ละพื้นที่ เรื่องของบัตรคนจน เรื่องคนชรา คนพิการ เหล่านี้เน้นในการเข้าถึงการรักษาพยาบาลเมื่อเจ็บป่วยแล้วเป็นหลัก
แต่โอกาสในการเข้าถึงบริการสุขภาพโดยภาพรวม ยังคงมีความเหลื่อมล้ําค่อนข้างมาก โดยเฉพาะปัจจัยอื่นๆ ที่ทําให้คนบางส่วน เข้าไม่ถึงการบริการ การรักษาที่ทันท่วงทีเราจะยังเห็นช่องว่างของการรับบริการที่ไม่เท่ากัน การรอคิว การรักษาสําหรับสิทธิ 30 บาท ที่ต้อง รอนาน คนที่มีเงินจ่ายจะมีโอกาส มีทางเลือกได้รับการดูแลที่มากกว่าและดีกว่าในสถานพยาบาลเอกชน ในบทบาทของการเข้าถึงคนด้วย โอกาสจริง ๆ จึงอาจยังไม่ชัดเจน
“เราอยากมองไปมากกว่าการรักษา ทําอย่างไรให้คนมีปัจจัยเสี่ยงต่อโรคน้อยลง ป่วยน้อยลง ด้านการแพทย์ทางสุขภาพเองมี หลายเรื่องที่ต้องมอง ในส่วนงานที่ลดความเหลือมล้ําเองมอง Health Justice หรือ ความเป็นธรรมทางสุขภาพ ที่ไม่ใช่แค่ผลลัพธ์แต่ต้องพูด ถึงกระบวนการด้วย ในแง่ของการจัดการที่มีความเป็นธรรมเข้าถึงการบริการและทุกคนมีบทบาทในการกําหนดได้ ซึ่งยังเป็นความท้าทาย ในการขับเคลื่อนประเด็นนี้เชิงนโยบายและระบบที่ มสช. พยายามผลักดันให้เกิดขึ้น”
องค์การอนามัยโลก (WHO) ได้นิยามปัจจัยสังคมกําหนดสุขภาพ (Social Determinants of Health: SDH) ซึ่งหมายถึง สภาพ แวดล้อมที่บุคคลเกิด เติบโต ทํางาน ดํารงชีวิตอยู่ ไปจนถึงระบบซึ่งกําหนดเงื่อนไขในชีวิตประจําวัน อาทิ นโยบายและระบบเศรษฐกิจ วาระการพัฒนา บรรทัดฐานทางสังคม นโยบายสังคมและระบบการเมือง
แนวคิดนี้สะท้อนให้เห็นถึงความซับซ้อนของปัญหา หลายครั้งคนไม่สามารถเลือกป้องกันตนเองจากสิ่งแวดล้อมที่อยู่ได้เช่น เรื่องฝุ่น PM 2.5 ไม่ใช่ทุกคนที่สามารถหลีกเลี่ยงได้หรือหาอุปกรณ์ป้องกันได้ด้วยความจําเป็นในการดํารงชีวิตหรือรายได้ที่ชัดเจนที่สุดจากสถานการณ์ แพร่ระบาดของโควิด -19 ที่ผ่านมา จะเห็นได้ว่าไม่ใช่ทุกคนที่สามารถหยุดงานแล้ว Work From Home ได้เพราะต้องไปทํางานรายวัน หยุดงานเพียง 1 วันก็กระทบกับรายได้แล้ว
ความเป็นธรรมทางสุขภาพ (Health Justice) จึงไม่ใช่แค่มิติของสิทธิการเข้าถึงการบริการทางสุขภาพ แต่ยังรวมถึงการป้องกันโรค (Prevention) ด้วยซึ่งต้องมองไปถึงการป้องกันปัจจัยเสี่ยงในมิติต่างๆ ที่ส่งผลต่อสุขภาพของประชากร
คุณหมอได้อธิบายเพิ่มเติมว่า ความเป็นธรรมทางสุขภาพ (Health Justice) จึงมีทั้งเรื่องของ 1) การทําอย่างไรให้ทุกคนในทุก สถานภาพทางสังคมมีศักยภาพในการป้องกันตนเองจากปัจจัยเสี่ยงได้มีองค์ความรู้มีขีดความสามารถ มีทรัพยากรพอสมควร 2) ทําอย่างไร ให้ความเสี่ยงด้านสุขภาพลดลงโดยเฉพาะในกลุ่มผู้ด้อยโอกาสในสังคม และ 3) ถ้าคนจําเป็นต้องเจอกับความเสี่ยง ทําอย่างไร ให้เกิดการเจ็บป่วย ไม่สบาย หรือเสียชีวิตน้อยลง คือเป็นผู้รู้เท่าทันปัจจัยเสี่ยง เพิ่มศักยภาพในการดูแลตัวเอง เมื่อต้องอยู่ในภาวะเสี่ยงต่อโรคแต่ก็สามารถป้องกัน ตนเองได้ดูแลตนเองจัดการกับโรคได้เช่น ได้รับฝุ่นเพราะไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้แต่ป้องกันไม่ให้เป็นโรคได้
ในภาพใหญ่ของระบบความเป็นธรรมทางสุขภาพ (Health Justice ) จึงเป็นการจัดสภาพแวดล้อม โดยรวมทั้งหมด ทั้งในเชิงนโยบาย เศรษฐกิจ และกลไกการจัดการ ปัจจุบันในบทบาทของ มสช. จึงเน้น ให้เกิดความรู้ในสังคมเพื่อมาขับเคลื่อนเรื่องนี้ถ้ามีอะไรที่เรามองไม่เห็นหรือนับไม่ได้เราก็จะไม่ให้ความสําคัญ
ในบทบาทของนักวิชาการด้านสาธารณสุข คุณหมอปิยะเป็นผู้ให้ความสนใจกับเรื่องของข้อมูลเป็นพิเศษ เราจึงสอบถามถึงความ สําคัญของระบบข้อมูลสุขภาพ คืออะไร สําคัญอย่างไร สะท้อนอะไรได้บ้าง คุณหมอได้ให้คําตอบที่ชวนให้คิดตามว่า
มีคนกล่าวว่า “if you can not count, it doesn’t count”1 หมายถึง ถ้ามีอะไรที่เรามองไม่เห็นหรือนับไม่ได้เราก็จะไม่ให้ ความสําคัญกับมัน แม้เป็นมุมมองในเชิงเศรษฐศาสตร์แต่สามารถนํามาปรับใช้กับข้อเท็จจริงในการพัฒนาระบบสาธารณสุขได้ดี
“ข้อมูล - เป็นเครื่องมือหนึ่งที่ทําให้เรารับรู้สถานการณ์ตระหนักและเห็นความเป็นจริง” คุณหมอกล่าวและยกตัวอย่าง
“ถ้าเราสนใจเรื่องความเหลื่อมล้ํา แต่เราสนใจเฉพาะอายุขัยเฉลี่ยโดยภาพรวมของประชากรอยู่ที่ 75 ปี แต่เราจะไม่รู้ว่าผู้ชาย ผู้หญิง มีค่าเฉลี่ยต่างกันกี่ปีหรือหากลึกลงไปในรายละเอียด เราจะไม่รู้ว่าประชากรที่เชียงใหม่กับที่นราธิวาสเมื่อเปรียบเทียบกับกรุงเทพฯ มีอายุขัยเฉลี่ยต่างกันอย่างไรในภาพระดับจังหวัด ถ้าเราไม่ลงในรายละเอียด เราก็จะไม่รู้ว่าจริงๆ มีความเหลื่อมล้ําไหม ทั้งนี้ข้อมูล ไม่จําเป็นต้องเป็นตัวเลขอย่างเดียว ข้อมูลเป็นทั้งในเชิงคุณภาพได้”
“อย่างง่ายที่สุดคือการเอาข้อมูลมาจัดการ เพื่อให้กระบวนการทํางานมันง่ายขึ้น เร็วขึ้น” คุณหมอกล่าว เช่น ระบบการบริหาร จัดการในโรงพยาบาลตั้งแต่ลงทะเบียน ห้องตรวจ จนถึงรับยา ทํานัด ถ้าข้อมูลคนไข้แต่ละรายเชื่อมโยงกันดีการรับบริการก็จะสะดวกขึ้น
ในภาพที่ใหญ่ขึ้นมา ในระดับจังหวัด ยกตัวอย่างการโยกย้ายคนไข้ จากการรักษาพยาบาลในโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตําบล ส่งต่อไปที่โรงพยาบาลชุมชนระดับอําเภอ จนถึงส่งไปที่โรงพยาบาลทั่วไประดับจังหวัด เพื่อรับการรักษาขั้นสูงขึ้น ขั้นตอนเหล่านี้ถ้ามีระบบข้อมูลที่เชื่อมกันได้ตลอดทางจะช่วยลดภาระในการจัดการของบุคลากร ทําให้การส่งต่อสะดวกรวดเร็ว
ในมุมของแพทย์ผู้ให้การรักษาเองหากมีข้อมูลประวัติการรักษา หรือมีข้อมูลว่าครอบครัวของคนไข้รายนี้มีประวัติเป็นโรคอะไรมาก่อน ก็จะมีข้อมูลประกอบการตัดสินใจหรือที่เรียกว่า Clinical Decision Making2 ช่วยให้สามารถตัดสินใจได้รอบด้านขึ้น มีโอกาสถูกต้องมากขึ้น และมีความรวดเร็ว
ข้อมูลรายบุคคลและข้อมูลภาพรวมสามารถช่วยในระบบสุขภาพได้ทั้งในคลินิกเอง หรือในด้านการทํางานส่งเสริมป้องกัน (Public Health Decision Making) ซึ่งหมายถึง กระบวนการทางปัญญาและทักษะ ทางสังคมที่ก่อให้เกิดแรงจูงใจ และความสามารถ ของบุคคลที่จะเข้าถึง เข้าใจ การใช้ข้อมูลข่าวสารเพื่อนําไปสู่การตัดสินใจที่เหมาะสม ส่งผลต่อสุขภาวะที่ดีลดพฤติกรรมเสี่ยงด้านสุขภาพ เพิ่มพลังอํานาจด้านสุขภาพของแต่ละบุคคล และลดค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพ ข้อมูลจะช่วยให้การตัดสินใจนี้ฉลาดขึ้นมีประสิทธิภาพมากขึ้น
คุณหมอสรุปในเรื่องความสําคัญของข้อมูลว่า
“ข้อมูลที่ดีสามารถใช้กลไกกระบวนการทางสถิติมาช่วยในการคาดการณ์”
การใช้ ข้อมูลที่มีมาคาดการณ์ มาเสริมการตัดสินใจ ทําให้มีโอกาสตัดสินใจได้ถูกต้องมากขึ้นไปอีก ในระดับภาคนโยบาย สามารถนําข้อมูลมาคิด การให้บริการทางสุขภาพ (service) จากกระบวนการเดิมไปสู่รูปแบบใหม่ในอนาคต โดยปรับเปลี่ยนเป็นรูปแบบกระบวนการที่ไม่ต้องมา หาหมอเพื่อรับการรักษาแบบ 1:1คุณหมอได้เล่าถึงตัวอย่างการนําข้อมูลไปใช้ประโยชน์ใน ประเทศสหรัฐอเมริกาที่มีระบบการรักษาในอีกรูปแบบหนึ่ง จากที่ เป็นการพบแพทย์เพื่อจ่ายยาเป็นการดูแลผ่านระบบส่งข้อมูลราย บุคคลด้วยเครื่องมือต่างๆ เช่น นาฬิกาข้อมือแบบสมาร์ทวอช แอพพลิเคชั่นในโทรศัพท์มือถือ ซึ่งมีระบบตรวจจับพฤติกรรมของคนไข้ มีระบบการโค้ช มีการเข้ากลุ่มดูแลปรับพฤติกรรมให้เหมาะสมขึ้น (peer group) เพื่อเป้าหมายทางสุขภาพต่างๆ เช่น ลดเบาหวาน เป็นต้น เป็นระบบที่ได้รับการอนุมัติ FDA ซึ่งคล้ายการรับรองจาก อย. ในประเทศไทย และเป็นระบบบริการที่สามารถเบิกประกันได้ รูปแบบนี้ เป็นแนวโน้มที่น่าจะปรับใช้กับกลุ่มโรค NCDs ที่เกิดจากพฤติกรรม หรือปัญหาเกี่ยวกับสุขภาพจิต (Mental Health) ได้ในอนาคต เป็นกระบวนการเข้าไปป้องกันก่อนการเกิดโรค (intervention) ซึ่งนับเป็นรูปแบบใหม่ของระบบสุขภาพ
ข้อมูลจึงจําเป็นต่อการนําไปใช้ให้เกิดประโยชน์ ทั้งใน ระดับ บุคคล ชุมชนท้องถิ่น จนถึงภาพใหญ่ในระดับนโยบายของประเทศ
“ถ้าพูดในภาพรวม การสร้างความรู้เพื่อนําไปสู่การขับเคลื่อน ภาครัฐน่าจะทําได้มากกว่าในเชิงการส่งเสริม ทั้งนี้ในส่วนท้องที่ท้องถิ่น ที่มีชุดข้อมูลเป็นของตนเอง ความฉลาดในการใช้ข้อมูล สามารถช่วย ให้เกิดการวางแผน การปรับเปลี่ยนนโยบาย การใช้เงิน การคาดการณ์ ปัญหาได้เชื่อมโยงไปสู่การดําเนินการป้องกัน-รักษาที่รวดเร็วกว่า”
เมื่อหันกลับมามองในประเทศไทย ข้อมูลที่พบมีหลายระดับ ทั้งระดับบุคคลและระดับประชากร เช่น ตั วเลขโควิด ตายกี่ราย ติดกี่ราย ข้อมูลรายงานหลายอย่างเป็นการเห็นในระดับกลุ่มประชากร ซึ่งต่อไปคุณหมอมองว่ามีแนวโน้มที่จะมีข้อมูลระดับบุคคลมากขึ้น และในระดับบุคคลก็มีรายละเอียดแต่ละด้านที่แสดงให้เห็นและหยิบจับมาใช้ประโยชน์ได้มากขึ้นเรื่อย ๆ ด้วยการมีนวัตกรรมเซ็นเซอร์สุขภาพ เช่น ระดับการเต้นของหัวใจ ค่าความดันโลหิต ค่าน้ําตาลจากการบริโภคในแต่ละวัน จากการใช้แอพพลิเคชั่นต่างๆ ผ่านสมาร์ทวอช และ สมาร์ทโฟน ที่นิยมมากขึ้นในปัจจุบัน
“เป็นทิศทางที่แสดงให้เห็นว่าข้อมูลจะเพิ่มเรื่อย ๆ แต่ความท้าทายคือ เรายังไม่มีกระบวนการ พยายามใช้ประโยชน์จากข้อมูลในด้านสาธารณสุขมากพอ”
คุณหมอมองว่า ในอนาคต ภาคนโยบายต้องมองเผื่อ เราสามารถนําข้อมูลมาใช้ประโยชน์ได้หลายเรื่อง ปัจจุบันอาจเห็นว่ามี การนํามาใช้บ้างในเชิงธุรกิจกับองค์กรเอกชนที่เกี่ยวข้อง ทั้งนี้ในแง่ของงานสาธารณสุขเรื่องโรคและความเสี่ยง โรค NCDs และ Mental Health ที่เชื่อมโยงกับวิถีชีวิตประจําวัน โรคเกี่ยวกับสุขภาวะทางใจมีโอกาสสูงที่ต้องใช้ข้อมูลและเทคโนโลยีมาช่วยเสริม เพื่อลดโอกาสเกิด โรคแก่คนที่มีความเสี่ยง สามารถลดหรือชะลอการเป็นโรคได้โดยเฉพาะจาก 3 ปีที่ผ่านมา ผลกระทบจากสถานการณ์โควิด-19 ส่งผลมาก ด้านสุขภาพทั่วโลก เป็นผลกระทบที่ต้องอยู่กันไปอีก 5-10 ปีในคนทุกระดับและช่วงอายุ รวมถึงเรื่องของสังคมผู้สูงวัย เป็นโอกาสที่จะนํา Digital Technology มาเป็นกลไกกระบวนการหรือเครื่องมือที่สามารถดูแลได้ตั้งแต่ต้น เปลี่ยนจากเป็นมากให้เป็นน้อยลง ไม่ต้องไปอยู่ โรงพยาบาลแต่มาดูแลตัวเองอยู่บ้านได้
โครงการหนึ่งของมูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติที่กําลังขับเคลื่อนในส่วนของระบบปฐมภูมิ Digital Transformation Health Care คือการเชื่อมโยงข้อมูลสุขภาพระดับชาติให้ผู้บริหารในพื้นที่สามารถเข้าไปใช้ข้อมูลได้มากขึ้น โดยพัฒนาจากข้อมูลที่มีอยู่แล้ว ในแต่ละพื้นที่ ทั้งที่เคยสํารวจไว้แล้วและที่จะมีมาเพิ่มขึ้น เพื่อการมองเผื่อต่อการไปใช้ประโยชน์ในอนาคตฟังมาถึงจุดนี้ เราเริ่มสงสัยว่า ประเทศไทยน่าจะมีความพร้อมในการปรับเปลี่ยนระบบสาธารณสุขและสามารถสร้างให้เกิดระบบ ความเป็นธรรมทางสุขภาพได้อะไรคือข้อจํากัดที่ทําให้ยังคงต้องพยายามผลักดันให้เป็นจริง
คุณหมอได้เล่าต่อว่า ประเทศไทยได้ทําเรื่องระบบข้อมูลที่ดีไว้หลายอย่าง เช่น ระบบเลขประจําตัวประชาชน 13 หลัก ซึ่งใน หลายประเทศไม่มีเป็นระบบที่ทําให้สามารถยืนยันตัวตนได้ว่าชื่อนี้เลขประจําตัวประชาชนนี้คือคนเดียวกัน
แต่หากกล่าวถึงมุมของข้อมูลด้านสุขภาพ มีเจ้าภาพในการทําข้อมูลหลายองค์กร แต่ละองค์กรมีหลายชุดข้อมูล แต่ละชุดข้อมูล เองก็มีข้อจํากัดหลายด้าน ทั้งทางด้านเทคนิค (technique) ที่จัดเก็บไม่เหมือนกัน การทํางานข้ามฐานข้อมูลก็มีข้อจํากัดในการเชื่อมต่อข้อมูล มาใช้ได้ในภาพรวม เช่น งบประมาณไม่พอ หรือไม่มีบุคลากรพัฒนาให้เกิดการแลกเปลี่ยน และในเชิงการเมือง (political) เช่น กลัวการ ถูกฟ้อง กลัวว่าอาจนําข้อมูลไปทําสิ่งที่ไม่เหมาะสมหรือไม่ การยินยอมให้เกิดการใช้ข้อมูล ความไม่แน่ใจทางกฎหมาย หรือแม้กระทั่งการได้ ข้อมูลไปแล้วบทบาทขององค์กรนั้นๆ จะลดลงหรือไม่ เป็นปัจจัยทางการเมือง เศรษฐกิจ สังคม ที่ทําให้การเชื่อมโยงข้อมูลด้านสุขภาพใน ประเทศไทยยังไม่เป็นระบบ ยังไม่มีกลไกการสนับสนุนรวมถึงการเปิดให้ใช้ข้อมูลเพื่อประโยชน์ในการวิเคราะห์การนําไปใช้ประโยชน์อย่าง ต่อเนื่อง หรือแม้กระทั่งการที่ประชาชนแต่ละคนจะมีข้อมูลสุขภาพของตนเองในมือก็ยังมีข้อจํากัดอยู่
หากจะพัฒนาไปให้ถึงการพัฒนาใช้ Digital Health Transformation ซึ่งต้องอาศัยข้อมูลที่ต้องเชื่อมโยงกัน เป็นฐานข้อมูล ซึ่งหลักๆ เกี่ยวข้องกับการปรับเปลี่ยนวิธีคิด วิธีการทํางานของระบบสุขภาพ ซึ่งต้องปรับรูปแบบ (transform) มาเป็นการทํางานที่อาศัย ดิจิตอลมากขึ้น แนวโน้มของประเทศไทยน่าจะเป็นการปรับไปสู่การนําเทคโนโลยีการจัดเก็บข้อมูลผ่านระบบดิจิทัล (ระบบ back-office) อนาคตควรปรับไปเป็น Medical Care, Medical Service , Mental Health ที่เอา Digital Technology เข้ามากระตุ้นให้เกิดมีผู้เล่น ในหลายบทบาทที่มากขึ้น
ที่ผ่านมามีความพยายามทําเรื่องของการส่งเสริมระบบข้อมูลสุขภาพในหลายมุม พบทั้งเรื่องกฎหมาย ระเบียบข้อบังคับที่ไม่เอื้อ ในอีกมุมหนึ่งเป็นเรื่องของกลไกการแชร์ข้อมูล แบบจับผิด กล่าวคือ ถ้าเราไม่แชร์ข้อมูลเราไม่ทําเท่ากับไม่ผิด (play safe) ประเด็นนี้ คุณหมอบอกทางออกว่า
“ต้องแก้ที่แรงจูงใจ กลไกวิธีคิดด้วยว่า เรื่องของข้อมูลเป็นสมบัติส่วนตัวแต่ขณะเดียวกันก็เป็น ทุนสาธารณะที่ประชาชนทุกคนต้องช่วยกันสร้าง นํามาใช้ให้ออกดอกออกผลร่วมกัน ใช้แล้วไม่ได้หมดไป ใช้แล้วสามารถต่อยอดให้เกิดประโยชน์ในภาพรวมที่สูงขึ้นได้ไม่ใช่สมบัติส่วนตัวที่ถูกแย่งไป ที่เมื่อถูก นําไปใช้ประโยชน์แล้วจะถูกฟ้องร้อง ต้องแก้ที่วิธีคิดหรือดูเจตนาของการนําข้อมูลไปใช้”ปัจจุบันมีข่าวการขายข้อมูลส่วนบุคคลทําให้ประชาชนเกิดความกังวล ประเด็นนี้คุณหมอมองว่าเป็นมุมกลับของแนวคิดเรื่อง ความปลอดภัยของข้อมูล เรื่องความเป็นส่วนตัวของข้อมูล รัฐต้องสร้างความน่าเชื่อถือให้ประชาชนเข้าใจว่าข้อมูลอะไรขโมยได้ข้อมูลอะไร ที่ขโมยไม่ได้แต่สามารถให้มีคนรู้หลายคนได้การแก้ปัญหาวิธีคิดนี้จะส่งผลไปถึงเรื่องการปรับแนวคิด ความเข้าใจเรื่องข้อมูลได้
“ความน่าเชื่อถือของข้อมูลเป็นอีกประเด็นหนึ่งที่มีความท้าทาย ทั้งนี้เป็นเรื่องที่ถ้ามองในมุมกลับหากมีการใช้ข้อมูลมากขึ้น การทวนสอบข้อมูลให้มีความน่าเชื่อถือก็จะเกิดขึ้นด้วย”วิธีการแก้ปัญหาต้องทําทั้งในแง่ของกฎหมาย นโยบาย ระเบียบ แรงจูงใจ เพื่อให้เกิดการปรับเปลี่ยนวิธีคิดของทั้งประชาชนและ องค์กรผู้เป็นเจ้าของข้อมูล หรือต้องทํากระบวนการเชิงสังคมให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมคิดหาแนวทางที่เหมาะสม ตรงนี้คุณหมอมองว่า มีวิธีการหลายอย่างซึ่งต้องทดลองต่อไปประกอบกับมีหลายปัจจัยทับซ้อนในปัญหา ในอนาคตอาจหาจุดคานงัดที่มีประสิทธิภาพได้
ย้อนกลับไปที่ตอนต้นว่า แนวคิดของปัจจัยสังคมกําหนดสุขภาพ การมองปัจจัยการเกิดโรคและความเจ็บป่วย ต้องมองไปไกลว่าปัจจัย ระดับบุคคล ปัจจัยทางพันธุกรรมหรือสรีรวิทยา หรือปัจจัยเชิงพฤติกรรม ทั้งนี้ต้องพิจารณาปัจจัยองค์รวมที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพตลอดทุกช่วง อายุของบุคคลนั้นๆ
วันนี้ คนที่ติดบ้านติดเตียงอยู่ที่ไหนบ้าง เราอาจรู้ว่ามีจํานวน เท่าไหร่ แต่อยู่ที่ไหนเราไม่รู้ ถ้าข้อมูลมาไม่ถึงผู้บริหารหรือภาคนโยบาย ก็กลายเป็นความจริงที่มองไม่เห็น คุณหมอได้อธิบายตัวอย่างนี้ว่า
“ในเชิงความเหลื่อมล้ํา ตอนนี้มีหลายเรื่องเราก็ไม่รู้ เช่น แรงงานต่างด้าวที่ขึ้นทะเบียนหรือไม่ขึ้นทะเบียนอยู่ที่ไหน สถานการณ์ โรคติดต่อเป็นอย่างไร เขาเองก็เป็นกลุ่มด้อยโอกาสด้วย และประโยชน์ ไม่ใช่แค่ในเชิงส่วนตัวของเขา แต่ในภาพรวมด้านระบบสุขภาพด้วย บางครั้งข้อมูลบางเรื่องเราไม่ได้คิดถึง เราก็ไม่มีข้อมูล”
ปัจจัยเชิงโครงสร้าง บริบททางสังคมและเศรษฐกิจที่แตกต่างกัน การเข้าถึงอาหารที่ดีและมีคุณภาพ ประเภทงานที่ทํา ระดับความเครียด จากสภาพแวดล้อม ล้วนเป็นข้อมูลที่ส่งผลกระทบต่อผลลัพธ์ทางสุขภาพ สุขภาวะ และความเป็นธรรมด้านสุขภาพ
ในทางคู่ขนานของการผลักดันเรื่องระบบข้อมูลสุขภาพ ในระดับประชาชนเองต้องตระหนักและเห็นความสําคัญ ในเรื่องนี้คุณ หมอได้ให้แง่คิดว่า “ข้อมูลเป็นของเราและเราสามารถที่จะมีบทบาทในการกระตุ้นให้เกิดการนําข้อมูลไปใช้ให้เป็นประโยชน์ได้ ตั้งแต่การ รักษาพยาบาลส่วนตัว การจะทําอย่างไรให้ข้อมูลมาถึงเรา เราต้องเรียกร้อง เราอยากให้สถานพยาบาลใดสามารถเข้าถึงข้อมูลเราได้ เพื่อการรักษาได้ถูกต้อง ไม่ต้องตรวจซ้ํา และในอนาคตหากมีระบบ Digital Health มีเรื่อง Application เราสามารถอนุมัติเองได้ที่จะ เอาข้อมูลของเราไปต่อยอด ต้องเริ่มที่วิธีคิดตัวเราก่อนว่า ถ้าไม่มีการนําไปใช้จะเกิดประโยชน์น้อยมาก จะทําอย่างไรให้เกิดพลังให้ระบบ สุขภาพด้วยผู้รับบริการเอง และเห็นว่าระบบบริการสุขภาพในปัจจุบันเป็นของทุกคน ทุกคนต้องเข้าถึงได้และรัฐต้องทําระบบกลไกให้เอื้อ คือเรื่องความปลอดภัยของข้อมูล ความเป็นส่วนตัวทําให้เกิดความไว้วางใจ เป็นนโยบายสาธารณะ ที่เอื้อต่อการนําไปใช้ประโยชน์ซึ่งต้อง ขับเคลื่อนนโยบายเชิงระบบ”
‘Health Justice’ กินความหมายครอบคลุมถึงเรื่องความเหลื่อมล้ํา และโครงสร้างของระบบในแต่ละมิติที่ไม่เอื้อให้เกิด ความเป็นธรรมทางสุขภาพ เราจบการสนทนาด้วยการเห็นชัดว่า “ระบบข้อมูลสุขภาพ” เป็นสิ่งที่สะท้อนปัญหา และจะสร้างให้ เกิดแนวทางในการจัดการกับปัจจัยทางสังคมที่ส่งผลต่อความเหลื่อมล้ําด้านสุขภาพ เป็นกุญแจดอกแรกที่จะเปิดประตูความจริง เพื่อสร้างความเป็นธรรมทางสุขภาพให้เกิดขึ้นได้ในสังคม.