คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
มสช. ขอคุย | 23 กุมภาพันธ์ 2566 | ฐาณัฒรวีย์ ศรีสยาม
เพราะการพัฒนาระบบสุขภาพให้พร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงนั้นต้องคิดจากข้อมูลที่เป็นจริงและเป็น ปัจจุบัน การขับเคลื่อน Open Data ให้เกิดการใช้ได้จริงในประเทศไทย บนเป้าหมายหลักเพื่อเชื่อมโยงข้อมูลที่มี ในมือขององค์กรหน่วยงานต่างๆ ให้สามารถเข้าถึงได้โดยอิสระและเกิดประโยชน์ต่อวงกว้างทั้งในภาคนโยบายและ ภาควิชาการจึงสำคัญ
วันนี้เป็นอีกครั้งที่เราโชคดี ได้พูดคุยสัมภาษณ์ความคิดเห็นจากนักวิจัยผู้มากประสบการณ์ท่านหนึ่งของ ประเทศไทย ศาสตราจารย์นายแพทย์วีระศักดิ์ จงสู่วิวัฒน์วงศ์ 1ผู้ก่อตั้งหน่วยระบาดวิทยา คณะแพทยศาสตร์ และที่ปรึกษาสถาบันวิจัยและพัฒนาสุขภาพภาคใต้ (วพส.) มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ถึงมุมมองต่อการ ขับเคลื่อนเรื่อง Open Data ในประเทศไทย
เมื่อถึงเวลานัดหมายเราพยายามใช้ช่วงเวลาที่มีให้เกิดคุณค่าอย่างเต็มที่ คำถามแรกที่เราขอความคิดเห็น จากคุณหมอคือ Open Data มีความสำคัญอย่างไรต่อนักวิจัยและกระบวนการวิจัย คุณหมอได้ให้มุมมองที่น่าสนใจ ว่า
หากเรามองว่าการมีข้อมูลมากองไว้มากๆ แล้วจะเป็นประโยชน์นั่นอาจไม่ใช่ เพราะข้อมูลมีหลายระดับ แตกต่างกัน ข้อมูลส่วนบุคคลบางเรื่องไม่ใช่สิ่งที่นักวิจัยต้องการ สำหรับข้อมูลสุขภาพ ข้อมูลความเจ็บป่วย ความถี่ การเข้ารับการรักษา เป็นข้อมูลรวมทั่วไป ข้อมูลชุดนี้ควรทำให้สามารถเข้าถึงได้ และเป็นสิ่งที่นักวิจัยสนใจ
ในทางปฏิบัติ ข้อมูลที่มีความหลากหลายและมีความละเอียดสูงนี้ การเชื่อมข้อมูลทั้งประเทศจะมี ฐานข้อมูลที่ใหญ่มาก คำถามคือ หน่วยงานใดจะเข้ามารับผิดชอบลงทุนกับการทำฐานข้อมูลชุดใหญ่นี้ เลขฐาน 13 หลัก (เลขบัตรประจำตัวประชาชน) ถือเป็นความสำเร็จหนึ่งที่กระทรวงมหาดไทยมีข้อมูลประชากรอยู่ในมือ แต่ ขั้นตอนการอนุญาตให้นักวิจัยเข้าไปใช้ข้อมูลได้มากน้อยแค่ไหนเป็นอีกกลไกหนึ่งที่ต้องมีการจัดการ
“ถ้ามีการปกปิดข้อมูลส่วนบุคคลที่ดีพอ ประชาชนทุกคนไว้ใจได้ว่าข้อมูลส่วนบุคคลยังสามารถเป็นส่วนตัว อยู่ ประชาชนก็น่าจะยอมรับได้ เพื่อให้นักวิจัยเข้าถึงประโยชน์ข้อมูลโดยภาพรวมได้”
คุณหมอได้อธิบายเพิ่มเติมว่า ลักษณะข้อมูลสุขภาพเป็นข้อมูลที่มีการอัพเดทตลอดเวลา มีรูปแบบ โครงสร้างของข้อมูลในเชิงสถิติไม่ชัดเจน ต้องมีวิธีการทางเทคนิค มีการเตรียมการจัดการข้อมูล กระบวนการนี้ต้อง กลับมาที่รัฐและประชาชนต้องยอมรับ มีกฎหมาย ให้คนเข้าใจและเข้าถึงได้ ข้อจำกัดสำคัญ คือ ข้อมูลด้านสุขภาพในประเทศไทยวันนี้ยังไม่ได้เชื่อมข้อมูลให้เป็นผืนเดียวกัน “แต่ละโรงพยาบาลมีข้อมูลคนไข้ที่ถือไว้เป็นชุดของตนเอง ถ้ารัฐบาลจะลงทุนตรงนี้ก็เป็นเรื่องที่ต้อง จัดการให้เป็นระบบส่วนกลาง มีวิธีการลงระบบแบบเดียวกัน ด้วยศักยภาพเทคโนโลยีในประเทศไทยสามารถ ทำได้ แต่การจัดการตามขั้นตอนเป็นเรื่องที่ต้องเตรียมการ” นี่เป็นมุมหนึ่งของการทำ Open Data ในอีกทางคู่ขนานข้อมูลจะมีประโยชน์ต่อเมื่อถูกนำไปใช้
คุณหมอได้เสนอให้ชวนคิดในอีกมุมหนึ่งว่า การจะใช้ข้อมูล เราได้ฝึกการตั้งคำถามกันแล้วหรือยัง “ต้องมีคนช่วยกันตั้งคำถามว่า คุณอยากรู้อะไร? มีนักวิเคราะห์ที่มีประสบการณ์ มีข้อมูลแต่ไม่มี นักวิเคราะห์ข้อมูลก็ไม่เกิดประโยชน์ นักวิชาการ หรือผู้บริหาร คนที่ต้องการข้อมูล ควรเข้ามาช่วยตั้งคำถาม เพื่อ ตอบโจทย์ในสิ่งที่ต้องการจากการวิเคราะห์ เมื่อได้คำถามแล้วนำไปสู่การปฏิบัติหรือนโยบายใดได้บ้าง หน่วยงาน ของรัฐเองก็ไม่มีคำถาม เมื่อเราอยากทำอย่างนี้ เราก็คิดวางนโยบาย แต่ไม่ได้ขึ้นต้นด้วยคำถามจึงไม่ได้นำไปสู่การ หาข้อมูลให้ได้ซึ่งคำตอบ”
คุณหมอได้อธิบายเสริมในเชิงรูปธรรมการขับเคลื่อนว่า ปัจจุบันข้อมูลมีกระจัดกระจายอยู่เป็นเกาะ ๆ (islands of data sets) ไม่เป็นผืนเดียวกัน (relational database) และยังไม่บุคลากรที่เป็นนักวิเคราะห์เพียงพอ เท่าที่มีอยู่ก็ยังขาดประสบการณ์ ที่สำคัญ คือ ยังไม่ได้ฝึกการตั้งคำถาม การใช้ข้อมูลจึงต้องชักชวนให้คนมาช่วยกัน ตั้งคำถามที่แหลมคม แม้กระทั่งตั้งคำถามได้ดีแล้ว มีคำตอบจากการวิเคราะห์แล้ว นักยุทธศาสตร์ ผู้บริหาร ก็อาจ ไม่มีเวลาหรือความสนใจมากพอที่จะนำผลไปใช้ ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นเรื่องที่ต้องพัฒนาพร้อมกันไปตลอดห่วงโซ่คือ การพัฒนาข้อมูล การพัฒนาคำถาม นักวิเคราะห์ และ กลไกในการใช้ผลการวิเคราะห์
“ประเทศไทยจะเจริญขึ้นถ้านำข้อมูลที่มีอยู่มาวิเคราะห์ เราจะต้องนำทรัพยากรต่างๆ ที่สำคัญ มาใช้ รัฐบาลจะต้องเห็นสำคัญนำเรื่องนี้ขึ้นมาขับเคลื่อนและสร้างความมั่นใจให้กับผู้ให้ข้อมูล”
ในระดับโลก คุณหมอได้ยกตัวอย่างการเชื่อมโยงข้อมูลสุขภาพของประเทศในแถบแสกนดิเนเวีย สามารถทำได้ครอบคลุมในระบบสุขภาพ ซึ่งรัฐจะเป็นเจ้าของข้อมูลทั้งหมดรวมถึงการซื้อขายจ่ายยารักษาโรคจากร้านขาย ยาทั้งหมด ประชาชนมีหน้าที่ต้องให้ความร่วมมือในการให้ข้อมูลภายใต้กฎหมาย การมีข้อมูลระดับนั้นได้จะเป็น ประโยชน์มากต่อนักวิจัยและการนำไปวิเคราะห์ ขึ้นอยู่กับแต่ละคนว่านำข้อมูลไปใช้ประโยชน์อย่างไรบ้าง
สำหรับประเทศไทยเองในระดับจังหวัดในปัจจุบันก็ได้มีความพยายามพัฒนาข้อมูลส่วนสุขภาพส่วนบุคคล เช่นความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์กับโรงพยาบาลของรัฐและเอกชนในจังหวัดสงขลาให้ผู้ป่วย สามารถใช้แอปพลิเคชันเชื่อมโยงข้อมูลที่ตนไปตรวจรักษาจากโรงพยาบาลต่าง ๆ ในเขต ผู้ป่วยเป็นผู้ถือข้อมูลนี้ และสามารถกดคำสั่งอนุญาตให้คุณหมอที่ตนกำลังใช้บริการอยู่ดูข้อมูลที่ไปตรวจจากโรงพยาบาลต่าง ๆ ได้ แบบนี้ ผู้ป่วยได้ประโยชน์โดยตรง ซึ่งโครงการนี้อยู่ในระหว่างการทดลองและพัฒนา
ดังนั้นประเทศไทยจึงมีโอกาสพัฒนาได้อีกมาก ยกตัวอย่างเช่น การเริ่มต้นจากฐานข้อมูลเลข 13 หลัก ของ ประชาชน และหากหน่วยงานในสังกัดที่เกี่ยวข้องกับการเบิกจ่ายมองไปในทิศทางเดียวกัน ทั้ง สำนักงาน ประกันสังคม สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) และสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (กพ.) ก็มีโอกาสและความเป็นไปได้ที่จะเชื่อมข้อมูลสุขภาพเป็นผืนเดียวกัน
“อยากให้นักวิชาการได้คิดถึงภาพรวมของประเทศ
เจ้าของข้อมูลต้องลดความเป็นเจ้าเข้าเจ้าของ และมาร่วมมือกัน
อย่าโลภในเรื่องชื่อเสียงมากเกินไป
เรามีกระทรวงสาธารณสุข กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม
และ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
ทำอย่างไรจึงจะเกิดความร่วมมือได้จริง”
คุณหมอวีระศักดิ์ กล่าวทิ้งท้าย