วิทยาลัยราชสุดา มหาวิทยาลัยมหิดล
มสช. ขอคุย | ฐาณัฒรวีย์ ศรีสยาม | เรียบเรียงจาก Facebook Live Streaming “มสช.ขอคุย : 17 พฤษภาคม 2566”
การมีงานทำเป็นปัจจัยพื้นฐานที่ประชากรวัยแรงงานทุกคนในประเทศพึงมี ในความหมายนี้รวมถึงประชากรที่เป็นคนพิการ ด้วย จากรายงานภาพรวมความทุพพลภาพโดยธนาคารโลก ได้ให้ข้อมูลการสำรวจว่ามีคนพิการทั่วโลกประมาณ 1,000 ล้านคนหรือ ร้อยละ 15 ของประชากรทั้งหมดในโลก และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในทุกประเทศ
ความพิการไม่ได้จำกัดเพียงคนที่พิการตั้งแต่กำเนิดเท่านั้น แต่รวมไปถึงความพิการที่อาจเกิดขึ้นในภายหลัง อาจเกิดจาก อุบัติเหตุ โรคภัยหรือความเสื่อมของร่างกายจากความชรา องค์การอนามัยโลก (World Health Organization: WHO) ให้คำนิยาม ของคำว่า “ความพิการ” (disability) ว่า หมายถึง ข้อจำกัดหรือการขาดความสามารถในการปฏิบัติกิจกรรมใด ๆ โดยวิธีการหรือ โดยวิสัยของบุคคลทั่วไป เนื่องจากความบกพร่องอย่างหนึ่งอย่างใด
ความพิการจึงเกิดขึ้นได้กับทุกคน สิทธิของคนพิการจึงเป็นเรื่องของคนทุกคนที่ควรให้ความสำคัญ
หากมองไปที่การขับเคลื่อนให้เกิด “สังคมที่เป็นธรรมทางสุขภาพ : Health Justice” คนพิการเป็นคนอีกกลุ่มหนึ่งที่ต้อง มีบทบาทในสังคมอย่างมีความหมาย สามารถที่จะรับผิดชอบต่อครอบครัวและชุมชนของตนเอง และได้รับการปฏิบัติอย่างเท่าเทียม กันกับสมาชิกอื่น ๆ ในสังคม
รองศาสตราจารย์ ดร.อาดัม นีละไพจิตร อาจารย์ภาควิชาฟื้นฟูสมรรถภาพคนพิการ วิทยาลัยราชสุดา มหาวิทยาลัยมหิดล ผู้ทำงานขับเคลื่อน “โครงการกลไกการพัฒนาระบบการจ้างงานคนพิการเชิงสังคม” เป้าหมายเพื่อให้คนพิการได้รับการจ้างงานด้วย ศักยภาพที่มี อย่างมีศักดิ์ศรีและสร้างความเข้าใจให้กับองค์กร/สถานประกอบการให้มีความเข้าใจ เปิดใจ และเปลี่ยนแปลงทัศนคติ ที่มีต่อคนพิการ และส่งเสริมจ้างงานคนพิการ อาจารย์อาดัมได้มาเล่าถึงแนวทางว่า การสร้างสรรค์สังคมคุณภาพที่คนพิการได้มีงาน ทำอย่างเท่าเทียมนั้น ทำอย่างไร
จากประเด็นนี้เพียงเรื่องเดียวอาจารย์อาดัมได้อธิบายเพิ่มให้เห็นภาพชัดเจนขึ้นว่า ปัญหาของคนพิการมี 3 ด้าน หลัก ๆ ได้แก่ ปัญหาด้านสุขภาพ แม้คนพิการจะมีสิทธิเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลใด ๆ ของรัฐได้ฟรี แต่ความพิการทำให้คนพิการหลาย รายเข้าถึงการรักษาได้น้อยเพราะมีค่าใช้จ่ายในการเดินทางที่สูงกว่าคนทั่วไป เช่น ค่ารถแท็กซี่เพราะไปรถเมล์ไม่สะดวกในกลุ่มผู้ พิการทางร่างกาย หรือการต้องไปรอบุคลากรทางการแพทย์เป็นเวลานานใช้เวลาทั้งวัน ทำให้ผู้ดูแลคนพิการต้องลางานไปด้วย ทำให้ สูญเสียรายได้ไปในบางราย
ด้านการศึกษา ประเทศไทยให้สิทธิการศึกษาสำหรับคนพิการฟรีถึงระดับปริญญาตรี แต่ในทางปฏิบัติหลาย ๆ โรงเรียนใน ระดับประถม-มัธยมศึกษา ยังไม่มีความพร้อมในการดูแลเด็กพิการ ครูยังไม่มีความรู้เฉพาะสำหรับการดูแล ทำให้ต้องปฏิเสธเด็ก กลายเป็นความเจ็บช้ำของครอบครัวที่ลูกไม่สามารถเข้าเรียนได้เพราะมีความแตกต่างจากเด็กปกติ และด้านการมีงานทำ ปัญหาการ จ้างงานคนพิการ ซึ่งส่งผลกระทบไปถึงเรื่องอื่นๆ จึงเป็นประเด็นว่าถ้าเราสามารถขับเคลื่อนเรื่องนี้ได้ เมื่อคนพิการมีรายได้ สามารถ พึ่งพาตนเองได้ จะส่งผลไปสู่เรื่องอื่น ๆ ด้วยเช่นกัน
สำหรับประเทศไทยมีจำนวนคนพิการ1 ที่ขึ้นทะเบียนและได้รับการออกบัตรคนพิการ จำนวน 2,153,519 คน คิดเป็นร้อย ละ 3.26 ของประชากรทั้งหมดในประเทศ จากจำนวนดังกล่าวมากกว่า 7 ใน 10 คน ไม่มีงานทำ คนพิการส่วนมากจึงมีแนวโน้มที่ จะประสบกับปัญหาทางเศรษฐกิจและสังคม เช่น การศึกษาน้อยลง ภาวะด้านสุขภาพที่แย่ลง ระดับการจ้างงานที่ลดลง และอัตรา ความยากจนที่สูงขึ้น เป็นปัญหาวนกลมที่เชื่อมโยงส่งผลกระทบสืบเนื่องกันมาตลอด
“ปัญหาอยู่ที่ว่าเราจะสนับสนุนให้คนพิการมีรายได้..ได้อย่างไร มาตรการตามกฎหมายเป็นตัวกระตุ้นแต่วันนี้เรา พยายามขับเคลื่อนการจ้างงานคนพิการด้วยการมองเห็นศักยภาพของคนพิการด้วยความสมัครใจ”
Mindset ที่มีต่อคนพิการ เป็นเรื่องที่สำคัญอันดับหนึ่งของของผู้ประกอบการ ทั้งที่เป็นการจ้างงานเพราะสงสารหรือ สงเคราะห์ การตั้งคำถามว่าคนพิการจะทำได้ไหมในเชิงของความเป็นห่วงว่าจะสามารถทำงานภายใต้ความกดดันและเร่งรีบได้ หรือไม่ รวมถึงการไม่รู้ว่าหากจะจ้างต้องมีขั้นตอนอย่างไร สิ่งเหล่านี้ทำให้ปิดโอกาสของการจ้างงานคนพิการ และพลาดการใช้ ศักยภาพของคนพิการคนนั้นที่สามารถทำงานได้จริง ๆ
“ งานของเราคือการเข้าไปช่วย ร่วมทำงานเป็นทีมกับสถานประกอบการ
เพื่อให้ควํามรู้ว่าจะสํามํารถจ้างคนพิการได้อย่างไร ในรูปแบบกระบวนการต่าง ๆ
ทั้งบอร์ดเกม การอบรม พูดคุยทำให้คนในองค์กรมีความเข้าใจคนพิการมากขึ้น”
โครงการทำหน้าที่เป็นตัวกลางระหว่างคนพิการและสถานประกอบการที่สนใจจ้างงานคนพิการ โดยมีกระบวนการตั้งแต่ ก่อนการจ้างงาน ไปสำรวจสภาพแลดล้อมโดยรวม การพูดคุยเบื้องต้นเพื่อสำรวจทัศนคติของผู้บริหาร พนักงานในสถาน ประกอบการที่มีต่อคนพิการ นโยบาย วัฒนธรรมองค์กร รวมถึงลักษณะงานมีเรื่องใดที่เป็นข้อจำกัดสำหรับคนพิการ แล้วนำมาวาง แผนการทำงานเพิ่มเติมในรายละเอียดบางส่วนที่อาจต้องมีการทำความเข้าใจเพิ่มเติมให้กับบริษัท ต่อมาคือการช่วยออกแบบภาระ งานของคนพิการร่วมกับบริษัทให้เหมาะสมกับศักยภาพของคนพิการ และสำหรับคนพิการเอง บางคนไม่กล้าต่อรองหรือชี้แจง ข้อจำกัดตนเองเพราะกลัวไม่ได้งาน หน้าที่ของโครงการคือสร้างให้บริษัทเข้าใจความพิการ ตรงนี้นำไปสู่สัญญาจ้างงานในภายหลังจนถึงการติดตามผลช่วงทดลองงาน หากมีปัญหาต่างๆ เกิดขึ้น โครงการก็พร้อมไปช่วยแก้ไขจนสามารถทำงานต่อไปได้แล้วจึงถอน ตัวออกมา
สิ่งสำคัญที่อาจารย์อาดัมเอ่ยถึงอยู่เสมอคือ “การดีไซน์งานที่เหมะสมกับคนพิการ” ในมุมของคนพิการเอง ก็ต้องการการ ยอมรับจากสังคมเช่นเดียวกัน ข้อจำกัดบางประการที่เกิดจากความพิการเท่านั้นที่คนพิการทำไม่ได้ แต่ในเรื่องอื่น ๆ คนพิการมี ความสามารถปกติ เช่น คนพิการทางการเคลื่อนไหว อาจมีข้อจำกัดด้านร่างกายแต่ด้านการสื่อสารและสติปัญญาไม่แตกต่าง หรือ คนพิการในกลุ่มประเภทที่ 5 และ 6 2 ก็มีความสามารถเฉพาะที่เหมาะสมกับงานบางประเภทได้
“ในบางอาชีพโฟกัสอยากได้คนพิการทางสติปัญญาเท่านั้น เพราะเป็นกลุ่มที่สามารถทํางานที่ถูกกําหนดเป็นขั้นตอน มีความตรงต่อเวลา ทํางานที่เป็นรูปธรรม เช่น การติดสติกเกอร์ที่บรรจุภันฑ์ น้อง ๆ กลุ่มนี้จะสามารถทํางานที่เป็นขั้นตอน มี ความแม่นยําสูงมาก เสมือนเป็นแผนก QC นี่คือตัวอย่างการดีไซน์งานให้กับความพิการแต่ละประเภท”
คนพิการจึงสามารถทำงานตามศักยภาพของตนได้หากมีการออกแบบงานให้เหมาะสม
คนพิการเองหากมีการเตรียมความพร้อมก็จะมีโอกาสในการจ้างงานมากขึ้น ทักษะการทำงานของคนพิการก็สำคัญเช่นกัน คือ การเพิ่มทักษะที่ใช้ในการทำงานในองค์กรมากขึ้น เช่น โปรแกรมคอมพิวเตอร์สำนักงาน ทักษะการสื่อสารภาษาอังกฤษ ทักษะ การทำงานกับคนในสังคม ทักษะด้านการเข้าถึงเทคโนโลยี ที่สามารถทำงานออนไลน์ได้ที่บ้าน จะเปิดโอกาสให้กับคนพิการได้มาก
“สำหรับคนพิกํารเอง ในวันนี้ต้องเริ่มเตรียมตัวเอง เพิ่มทักษะ ให้ตัวเองในด้านต่าง ๆตามพระราชบัญญัติส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ พ.ศ.25503 กำหนดวิธีการเพื่อให้คนพิการได้มีการประกอบ อาชีพไว้ 3 กรณี คือ รับคนพิการเขาทำงาน หน่วยงานใดที่มีบุคลากร 100 คน ต้องมีคนพิการ 1 คน (ตามมาตรา 33) หากไม่จ้าง สามารถเลือกส่งเงินเข้ากองทุนส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ (ตามมาตรา 34) หรือให้สัมปทานจัดสถานที่จำหน่ายสินค้า หรือบริการโดยคนพิการหรือจัดให้มีอุปกรณ์หรือสิ่งอำนวยความสะดวก ล่ามภาษามือ หรือให้การช่วยเหลืออื่นใดแก่คนพิการ (ตาม มาตรา 35) รัฐกำหนดให้สถานประกอบการ ให้เลือกทำอย่างใดอย่างหนึ่ง แต่ในทางกลับกันก็พบว่าการจ้างงานคนพิการในทาง ปฏิบัติยังมีน้อยมาก แม้กระทั่งในหน่วยงานของรัฐเอง จากข้อมูลกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์รัฐวิสาหกิจและหน่วยงานราชการ ยังคงต้องจ้างงานคนพิการที่ขึ้นทะเบียนอีกร้อยละ87.79 ของจำนวนคนพิการที่ต้องจ้างงานคนพิการใน หน่วยงานภาครัฐ
ในมุมนี้อาจารย์อาดัมได้เสนอมุมมองเพื่อแก้ปัญหาว่า
“กฎหมายวางมาดี แต่กระบวนการใช้กฎหมายนั้นยังไม่สามารถใช้ได้อย่างเต็มที่
เพื่อให้เป็นประโยชน์กับคนพิการและสถานประกอบการเอง
เช่น แทนที่จะบริจาคปีละแสนกว่าบาท แล้วนำเงินตรงนั้น
มาสนับสนุนคนพิการให้ได้ทำงาน ช่วยอีกหนึ่งชีวิตได้มีโอกาส
โดยการทำงานร่วมมือกันในแต่ละองค์กร เป็นเครือข่ายทำงานร่วมกัน
เหมือนอย่างมูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ
ที่พยายามชวนคนที่มีศักยภาพทั่วประเทศมาขับเคลื่อนร่วมกัน”
การทำงานเป็นเครือข่ายเป็นส่วนสนับสนุนสำคัญที่จะทำแล้วเกิดการเปลี่ยนแปลง ระบบข้อมูลกลางในลักษะ Open Data ที่มารวมกันจะช่วยเสริมให้เกิดผลลัพธ์ที่ใหญ่และเป็นระบบมากยิ่งขึ้น การบูรณาการเป็นเรื่องที่สามารถประสานความร่วมมือภาค ส่วนต่าง ๆ ได้
มีตัวอย่างปัจจุบัน กรุงเทพมหานครเปิดคัดเลือกผู้ปฏิบัติงานที่เป็นคนพิการ เป็นปีแรก (2566) จำนวน 11 อัตรา มีคนพิการ สนใจสมัครคัดเลือกถึง 500 คน นับได้ว่าเป็นต้นแบบที่เกิดขึ้นในหน่วยงานราชการ ก้าวข้ามภาพของการรับคนพิการมาทำงาน เพราะความสงสาร แต่เป็นการรับเข้าทำงานด้วยศักยภาพที่แท้จริง สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นว่าคนพิการมีความกระตือรือร้นที่จะดูแล ตนเองได้เช่นกัน
หากมองในภาพรวมทั้งประเทศ ตัวเลขการว่างงานของประชากรมากก็ทําให้ประเทศสูญเสียโอกาสทางเศรษฐกิจด้วย เช่นกัน การเพิ่มโอกาสการทํางานให้กับกลุ่มคนพิการ ลดความสูญเสียทางเศรษฐกิจ เพิ่มความมั่นคงต่อชีวิต ส่งเสริมคุณค่า เพิ่มความมั่นใจให้กับคนพิการให้มีความสามารถในการดําเนินชีวิตได้ด้วยตนเอง
โครงการกลไกการพัฒนาระบบการจ้างงานคนพิการเชิงสังคมพร้อมที่จะให้ความร่วมมือกับองค์กร หน่วยงาน สถาน ประกอบการที่สนใจ อยากจะเริ่มต้น ทําอย่างไรให้เกิดประโยชน์ต่อทั้งคนพิการและผู้จ้างงานสามารถติดต่อได้ที่วิทยาลัยราช สุดา มหาวิทยาลัยมหิดล หรือมูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ
1 ข้อมูล ณ วันที่ 31 เดือนธันวาคม 2565 กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์
2 ประเภทความพิการมี 7 ประเภท 1. พิการทางการเห็น 2. พิการทางการได้ยินหรือสื่อความหมาย 3. พิการทางการเคลื่อนไหวหรือทางร่างกาย 4. พิการจิตใจหรือพฤติกรรม 5. พิการทางสติปัญญา 6. พิการทางการเรียนรู้ 7. พิการทางการออทิสติก
3 ตามพระราชบัญญัติส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ พ.ศ.2550 โดย กรมจัดหางาน