Main Banner

สารพิษตกค้างในผักและผลไม้สด: ความเสี่ยงต่อสุขภาพช่องว่างของระบบเฝ้าระวัง และโจทย์ความเชื่อมั่นของผู้บริโภคไทย

รศ.ดร.ชนิพรรณ บุตรยี่

สถาบันโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล

มสช. ขอคุย | มกราคม 2569



      ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา สังคมไทยรณรงค์ให้ประชาชนบริโภคผักและผลไม้มากขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพราะผักและผลไม้เป็นองค์ประกอบสำคัญของอาหารสุขภาวะ มีใยอาหาร สารต้านอนุมูลอิสระ และคุณค่าทางโภชนาการที่ช่วยลดความเสี่ยงของโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง หรือ NCDs ได้ อย่างไรก็ตาม ในอีกด้านหนึ่ง ความกังวลเรื่อง “สารพิษตกค้าง” กลับกลายเป็นปัจจัยสำคัญที่บั่นทอนความเชื่อมั่นของผู้บริโภคต่อผักและผลไม้สด แม้การบริโภคผักผลไม้จะเป็นแนวทางสำคัญในการป้องกัน NCDs แต่หากผักผลไม้เหล่านั้นมีการปนเปื้อนของสารกำจัดศัตรูพืช ความเชื่อมั่นของประชาชนก็จะลดลง และทำให้การรณรงค์ให้คนบริโภคผักผลไม้ไม่สามารถไปถึงเป้าหมายได้เต็มที่ โดยเฉพาะเมื่อผู้บริโภคยังไม่มั่นใจว่าผักผลไม้ที่ตนบริโภคมีความปลอดภัยมากน้อยเพียงใด

      วันนี้ทีมงาน มสช. ขอคุย ได้มีโอกาสพูดคุยกับ รองศาสตราจารย์ ดร.ชนิพรรณ บุตรยี่ สถาบันโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล นักวิชาการผู้ทำงานศึกษาประเด็นความปลอดภัยทางอาหารและระบบเฝ้าระวังสารพิษตกค้างในผักและผลไม้สดมาอย่างต่อเนื่อง บทสนทนาครั้งนี้ไม่ได้ชวนมองเพียงเรื่อง “ผักและผลไม้ปลอดภัย” ในฐานะประเด็นผู้บริโภคเท่านั้น แต่ยังชวนทำความเข้าใจถึงความเชื่อมโยงระหว่างระบบอาหาร ความเชื่อมั่นของประชาชน และการป้องกันโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง หรือ NCDs ในระดับโครงสร้างของประเทศ

      ในจังหวะนี้เอง จึงเป็นจุดเหมาะสมที่จะทำให้ผู้อ่านเห็นว่า บทสนทนาครั้งนี้ไม่ได้เกิดขึ้นในเชิงวิชาการอย่างลอยตัว หากแต่เชื่อมโยงกับการทำงานจริงที่กำลังดำเนินอยู่ในระดับนโยบายและระดับระบบ โดยปัจจุบัน รองศาสตราจารย์ ดร.ชนิพรรณ บุตรยี่ กำลังดำเนินงานร่วมกับ มสช. ในการพัฒนาระบบข้อมูลสารพิษตกค้างในผักและผลไม้สดระดับชาติ ภายใต้ โครงการวิจัยเชิงปฏิบัติการเพื่อยกระดับการทำงานหลายภาคส่วนที่มีประสิทธิผล ปฏิบัติได้ และยั่งยืน เพื่อการป้องกันและควบคุมปัญหาโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง ด้วยวิธีการสื่อสารความรู้แบบบูรณาการโดยมีผู้ใช้ความรู้เป็นศูนย์กลาง ระยะที่สอง ซึ่งได้รับการสนับสนุนงบประมาณจาก สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) การดำเนินงานดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า ประเด็นสารพิษตกค้างไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของการตรวจสอบคุณภาพอาหารรายครั้ง แต่เป็นโจทย์เชิงระบบที่ต้องอาศัยข้อมูล การทำงานข้ามหน่วยงาน และการสื่อสารความรู้ที่เชื่อมโยงผู้กำหนดนโยบาย ผู้ปฏิบัติงาน และผู้บริโภคเข้าด้วยกัน



สารพิษตกค้าง: ความเสี่ยงระยะยาวที่กระทบทั้งสุขภาพและความเชื่อมั่น

      อาจารย์ชนิพรรณชี้ให้เห็นอย่างชัดเจนว่า ความสัมพันธ์ระหว่างสารพิษตกค้างกับ NCDs ไม่ได้อยู่ในรูปของอาการเฉียบพลันที่เกิดขึ้นทันทีหลังการบริโภค แต่เป็นความเสี่ยงระยะยาวจากการสะสมของสารเคมีในร่างกาย สารตกค้างจากวัตถุอันตรายทางการเกษตร โดยเฉพาะกลุ่มสารกำจัดศัตรูพืช อาจเชื่อมโยงกับความเสี่ยงด้านสุขภาพในระยะยาว รวมถึงโรคมะเร็งได้ เมื่อผนวกเข้ากับข้อเท็จจริงที่ว่าผลไม้จำนวนมากบริโภคสด และผักหลายชนิดก็ถูกบริโภคแบบสดเช่นกัน จึงยิ่งทำให้ประเด็นนี้มีนัยสำคัญต่อระบบสุขภาพและนโยบายป้องกันโรคเรื้อรังของประเทศมากขึ้น

      อย่างไรก็ดี ประเด็นเรื่องสารพิษตกค้างไม่ได้หมายความว่า การสร้างความปลอดภัยทางอาหารจะต้องตั้งอยู่บนฐานคิดแบบ “ปฏิเสธสารเคมีทั้งหมด” อาจารย์ชนิพรรณอธิบายว่า ในระบบการผลิตทางการเกษตรทั่วไป ประเทศไทยยังยอมให้มีการใช้สารเคมีบางชนิดภายใต้กรอบการควบคุมที่ชัดเจน โดยมีการกำหนดค่ามาตรฐานปริมาณสารตกค้างสูงสุด หรือ Maximum Residue Limit: MRL สำหรับพืชแต่ละชนิด หากมีการใช้สารที่อนุญาตและปฏิบัติตามหลักปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีอย่างถูกต้อง มีการเว้นระยะก่อนเก็บเกี่ยวอย่างเหมาะสม สารเหล่านั้นก็จะสลายตัวจนปริมาณตกค้างไม่เกินค่าที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ ดังนั้น คำถามสำคัญจึงไม่ใช่ว่า “ห้ามใช้เลยหรือไม่” หากแต่อยู่ที่ว่า “ใช้ถูกชนิด ถูกวิธี ถูกเวลา และไม่เกินค่ามาตรฐานหรือไม่” นอกจากนี้ยังมีสารบางชนิดที่กฎหมายห้ามใช้โดยเด็ดขาด หากตรวจพบถือว่าผิดมาตรฐานและมีความผิดทางกฎหมายทันที

      นัยสำคัญของเรื่องนี้จึงไม่ได้อยู่เพียงการป้องกันอันตรายจากสารพิษตกค้างเท่านั้น แต่ยังอยู่ที่การปกป้อง “ความเชื่อมั่น” ของประชาชนต่อการบริโภคผักและผลไม้ ซึ่งเป็นอาหารพื้นฐานที่รัฐและภาคสุขภาพพยายามส่งเสริมมาโดยตลอด หากประชาชนยังรู้สึกว่าผักผลไม้เป็นอาหารที่ “ควรบริโภค” แต่ “ไม่มั่นใจว่าจะปลอดภัย” การรณรงค์ป้องกัน NCDs ผ่านการส่งเสริมพฤติกรรมการกินก็ย่อมไม่สามารถบรรลุเป้าหมายได้อย่างเต็มที่



โครงสร้างการกำกับดูแล: หลายหน่วยงาน หลายบทบาท แต่ยังไม่เชื่อมกันพอ

      เมื่อพิจารณาในเชิงโครงสร้าง อาจารย์อธิบายว่าระบบกำกับดูแลสารพิษตกค้างในผักและผลไม้ของไทยมีหน่วยงานเกี่ยวข้องจำนวนมาก ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ จนถึงปลายน้ำ ในส่วนต้นน้ำ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยเฉพาะกรมส่งเสริมการเกษตรและกรมวิชาการเกษตร มีบทบาทในการสนับสนุนเกษตรกรให้ใช้สารอย่างถูกต้องและเข้าสู่มาตรฐาน GAP หรือ Good Agricultural Practices ซึ่งเป็นระบบรับรองการผลิต ไม่ใช่ระบบที่ห้ามใช้สารเคมีโดยสิ้นเชิง แต่เป็นระบบที่กำกับให้ใช้สารอย่างถูกต้อง ปลอดภัย และตรวจสอบได้ หากผ่านการรับรอง ผู้บริโภคจะเห็นสัญลักษณ์ “Q” หรือที่เรียกกันทั่วไปว่าผัก Q ซึ่งเป็นเครื่องหมายรับรองจากภาครัฐ

      ประเด็นที่อาจารย์ให้ความสำคัญมากคือการทำความเข้าใจกับสังคมว่า ผัก GAP ไม่ใช่สินค้าสำหรับคนเฉพาะกลุ่มหรือจำกัดอยู่เฉพาะในห้างระดับบนเท่านั้น ผู้บริโภคทั่วไปสามารถเข้าถึงได้ ทั้งในรูปแบบผักบรรจุถุงที่ติดฉลากในห้างค้าปลีก และในตลาดเกษตรที่มีการตั้งใบรับรองแสดงไว้หน้าร้านด้วย แต่ในอีกด้านหนึ่ง เกษตรกรจำนวนไม่น้อยกลับตั้งคำถามว่าการทำ GAP ไม่ได้นำไปสู่ราคาที่สูงขึ้นอย่างชัดเจน จึงไม่ก่อให้เกิดแรงจูงใจเพียงพอในการเข้าสู่ระบบมาตรฐาน นี่คือหนึ่งในโจทย์เชิงนโยบายที่อาจารย์พบจากภาคสนามว่า หากมาตรฐานไม่สามารถแปลงเป็นรายได้หรือความได้เปรียบทางการตลาดได้จริง การขยายระบบมาตรฐานย่อมดำเนินไปได้ยาก

      ในส่วนกลางน้ำ กระทรวงสาธารณสุขมีบทบาทกำกับดูแล “โรงคัดบรรจุ” เพราะถือเป็นสถานที่ผลิตอาหาร และอยู่ภายใต้กฎหมายว่าด้วยการผลิตและเก็บรักษาผักผลไม้สดบางชนิด โดยเฉพาะประกาศกระทรวงสาธารณสุขฉบับที่ 386 ซึ่งกำหนดให้ต้องมีการระบุรุ่นการผลิตหรือวันที่ผลิตเพื่อการตามสอบย้อนกลับ โรงคัดบรรจุจึงเป็นจุดที่มีศักยภาพในการสร้างระบบ traceability ได้ดีที่สุด เพราะสามารถใช้ทั้ง QR code ของ มกอช. หรือระบบรหัสตัวเลขที่ผู้ประกอบการจัดทำขึ้นเองเพื่อตามกลับถึงแปลงปลูกและรุ่นการผลิตได้

      ขณะที่ปลายน้ำ ซึ่งครอบคลุมตลาดค้าส่ง ตลาดสด ห้างค้าปลีก ซูเปอร์มาร์เก็ต ร้านอาหาร และสถานที่บริการอาหารต่าง ๆ มีหลายหน่วยงานเข้ามาเกี่ยวข้อง ทั้ง อย. กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กรุงเทพมหานคร และหน่วยงานอื่นตามบทบาทของแต่ละพื้นที่ ปัญหาคือ แม้ปลายน้ำจะเป็นจุดที่มีการสุ่มตรวจอยู่มาก แต่หากตรวจพบสารตกค้าง การตามสอบกลับไปถึงต้นทางกลับทำได้จำกัดมาก โดยเฉพาะในตลาดค้าส่งและตลาดสดที่สินค้ามักถูกเทกองรวมกันจากหลายแหล่ง จึงรู้ได้เพียงแค่แผงจำหน่ายหรือพื้นที่กว้าง ๆ เท่านั้น ไม่สามารถระบุแปลงปลูกหรือรุ่นการผลิตได้อย่างแม่นยำ ยกเว้นบางกรณีที่ตลาดค้าส่งบางแห่งสนับสนุนโครงการอาหารปลอดภัยและมีระบบถุงหรือสติกเกอร์ QR code หรือกรณีส้มจากบางสวนที่มีสติกเกอร์ระบุแหล่งผลิตชัดเจน

      ภาพรวมดังกล่าวสะท้อนว่า ประเทศไทยไม่ได้ขาดหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการกำกับดูแล แต่ปัญหาอยู่ที่การทำงานของหน่วยงานเหล่านี้ยังไม่สามารถเชื่อมกันเป็น “ระบบข้อมูลเดียว” ได้อย่างแท้จริง การกำกับดูแลจึงมีลักษณะกระจายตัว ตรวจพบได้เป็นจุด ๆ แต่ยังตามต่อไปสู่การจัดการเชิงระบบได้ยาก





ช่องว่างของระบบเฝ้าระวัง: รู้ว่ามีปัญหา แต่ยังแก้ไม่ถึงต้นทาง

      จากการทำงานวิจัยในระยะที่ 1 อาจารย์ชนิพรรณพบ “ช่องว่าง” สำคัญของระบบเฝ้าระวังไทยอย่างน้อยสองประเด็นใหญ่ ประเด็นแรกคือ ประเทศไทยมีระบบเฝ้าระวังที่บอกสถานการณ์ได้ แต่ยังไม่สามารถนำไปสู่การแก้ปัญหาที่ต้นทางได้จริง กล่าวคือ เมื่อสุ่มตรวจพบปัญหาที่ปลายน้ำแล้ว ไม่สามารถตามกลับไปยังแปลงปลูก ผู้ผลิต หรือจุดกำเนิดปัญหาได้อย่างมีประสิทธิภาพ จึงรู้เพียงว่าปีนี้ผักหรือผลไม้ชนิดใดตกค้างมาก แต่ไม่รู้ว่า “เกิดที่ไหน ทำไมจึงเกิด และจะแก้อย่างไร” อาจารย์ย้ำว่าการตามสอบย้อนกลับไม่ได้มีความสำคัญเพียงเพื่อหาคนผิด หากแต่เพื่อหาสาเหตุที่แท้จริง บางกรณีเกษตรกรอาจไม่ได้ตั้งใจใช้ผิด บางกรณีอาจเกิดจากการปนเปื้อนจากน้ำ ดิน หรือแหล่งข้างเคียง หากตามกลับไปไม่ถึงแปลง เกษตรกรก็ไม่สามารถแก้ปัญหาได้เช่นกัน

      ประเด็นที่สองคือ ความแตกต่างของวิธีการสุ่มตัวอย่าง วิธีทดสอบ และสารมาตรฐานที่ใช้ในแต่ละหน่วยงาน ส่งผลให้ผลการตรวจของหน่วยงานต่าง ๆ อาจต่างกันอย่างมาก แม้จะตรวจผักชนิดเดียวกันจากพื้นที่เดียวกัน บางหน่วยงานอาจรายงานการตกค้างสูงมาก แต่อีกหน่วยงานกลับพบต่ำมาก ทำให้ผู้บริโภคสับสน และที่สำคัญ ทำให้ข้อมูลไม่สามารถสะท้อน “สถานการณ์จริงของประเทศ” ได้อย่างแท้จริง อาจารย์จึงมองว่าปัญหานี้ไม่ใช่เพียงช่องว่าง แต่เป็น “ช่องโหว่ใหญ่” ของระบบเฝ้าระวังในระดับประเทศ

      ข้อค้นพบเหล่านี้นำไปสู่ข้อเสนอเชิงนโยบาย 3 ประการในโครงการระยะที่ 1 ได้แก่ การผลักดันให้เกิดฐานข้อมูลกลางระดับชาติด้านการเฝ้าระวังสารเคมีตกค้างในผักและผลไม้สด การนำระบบตามสอบกลับมาใช้ตลอดห่วงโซ่อุปทานเพื่อให้การแก้ปัญหาไปถึงต้นทาง และการบูรณาการวิธีสุ่มตัวอย่างและการตรวจวิเคราะห์ให้มีมาตรฐานร่วมกันทั้งในระดับวิธีการและห้องปฏิบัติการ อาจารย์ระบุว่า จุดสำคัญของความสำเร็จในระยะที่ 1 คือข้อเสนอเหล่านี้ไม่ได้หยุดอยู่แค่รายงานวิจัย แต่ได้รับการตอบรับเชิงนโยบาย โดยคณะกรรมการอาหารแห่งชาติและคณะอนุกรรมการด้านความปลอดภัยอาหารได้ตั้งคณะทำงานบูรณาการหน่วยงานเฝ้าระวังจากกระทรวงเกษตรและกระทรวงสาธารณสุขขึ้นจริง ซึ่งถือเป็นรูปธรรมของการขับเคลื่อนแบบหลายภาคส่วน



      

      ปัญหาสารพิษตกค้างในผักและผลไม้สดของไทยไม่ใช่ปัญหาเฉพาะจุด และไม่อาจแก้ไขได้ด้วยการเพิ่มการสุ่มตรวจปลายน้ำเพียงอย่างเดียว หากแต่เป็นโจทย์เชิงระบบที่เกี่ยวพันกับการออกแบบฐานข้อมูล การบูรณาการการทำงานของหลายหน่วยงาน การสร้างกลไกตามสอบย้อนกลับ และการทำให้ข้อมูลของรัฐสามารถสะท้อนสถานการณ์จริงได้อย่างน่าเชื่อถือ

เมื่อมองเช่นนี้ ประเด็นสารพิษตกค้างจึงไม่ใช่เรื่องไกลตัวของผู้บริโภค หากแต่เป็นหนึ่งในเงื่อนไขสำคัญของการสร้างความมั่นใจต่ออาหารสุขภาวะ และการป้องกัน NCDs ในระยะยาว