สถาบันโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล
มสช. ขอคุย | มกราคม 2569
วันนี้ทีมงาน มสช. ขอคุย ได้มีโอกาสอัปเดตการดำเนินงาน การพัฒนาระบบข้อมูลสารพิษตกค้างในผักและผลไม้สดระดับชาติ ภายใต้ โครงการวิจัยเชิงปฏิบัติการเพื่อยกระดับการทำงานหลายภาคส่วนที่มีประสิทธิผล ปฏิบัติได้ และยั่งยืนเพื่อการป้องกันและควบคุมปัญหาโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง ด้วยวิธีการสื่อสารความรู้แบบบูรณาการโดยมีผู้ใช้ความรู้เป็นศูนย์กลาง ระยะที่สอง ที่ได้รับการสนับสนุนงบประมาณจาก สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) โดยได้พูดคุยกับ รองศาสตราจารย์ ดร.ชนิพรรณ บุตรยี่ สถาบันโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล เพื่อทำความเข้าใจว่า หลังจากค้นพบช่องว่างสำคัญของระบบเฝ้าระวังในระยะแรกแล้ว ประเทศไทยกำลังก้าวต่อไปอย่างไรในการพัฒนาระบบข้อมูลที่จะช่วยคุ้มครองผู้บริโภค และยกระดับการป้องกัน NCDs ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
การดำเนินงานในระยะที่สองนี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะไม่ได้หยุดอยู่เพียงการชี้ให้เห็นว่าระบบเดิมมีปัญหาอะไรบ้าง แต่ยกระดับไปสู่การตั้งคำถามเชิงปฏิบัติว่า ประเทศไทยจะต้องออกแบบ “ระบบข้อมูล” อย่างไร เพื่อให้ข้อมูลด้านสารพิษตกค้างในผักและผลไม้สดสามารถเชื่อมโยง ใช้งาน และนำไปสู่การแก้ปัญหาเชิงระบบได้จริง การทำงานในระยะนี้จึงเป็นทั้งการพัฒนาฐานข้อมูล การสร้างกระบวนการบูรณาการหลายภาคส่วน และการวางรากฐานใหม่ให้กับระบบความปลอดภัยอาหารของประเทศ
การดำเนินงานในระยะที่ 2 จึงยกระดับจากการวิเคราะห์ช่องว่างเชิงระบบ ไปสู่การพัฒนา “ระบบข้อมูลสารพิษตกค้างในผักและผลไม้สดระดับชาติ” โดยมีเป้าหมายเพื่อสร้างฐานข้อมูลระดับประเทศ ออกแบบระบบข้อมูลเฝ้าระวัง พัฒนาแนวทางการประมาณการโครงสร้างตลาด ออกแบบการสุ่มตัวอย่างให้เป็นตัวแทนของห่วงโซ่อุปทานจริง ระดมสมองเพื่อดึงผู้ที่อยู่นอกระบบเข้าสู่ระบบข้อมูลภาครัฐ และจัดทำคู่มือปฏิบัติการรองรับการติดตั้งระบบในอนาคต โดยเลือก “พริก” และ “ส้ม” เป็นกรณีศึกษานำร่องอย่างละหนึ่งชนิด
เหตุผลที่เลือกพริกและส้ม ไม่ได้เกิดจากการตัดสินใจของนักวิจัยเพียงลำพัง แต่ผ่านการหารือร่วมกับหน่วยงานเฝ้าระวังที่อยู่หน้างานจริง อาจารย์อธิบายว่าพริกเป็นผักที่ติดอันดับต้น ๆ ของรายการสุ่มตรวจที่พบการตกค้างสูงเกือบทุกปี และยังเป็นพืชที่มีปริมาณการบริโภคสูง ขณะที่ส้มเป็นผลไม้ที่มีปัญหาโรคพืชรุนแรง จึงมีแนวโน้มใช้สารค่อนข้างมากและพบการตกค้างสูงเช่นกัน ที่สำคัญ ทั้งพริกและส้มเป็นสินค้าเกษตรที่ประชาชนบริโภคสดเป็นสัดส่วนมาก จึงมีความหมายต่อความเสี่ยงของผู้บริโภคโดยตรง
หนึ่งในแกนกลางของการทำงานระยะที่ 2 คือ “การประมาณการโครงสร้างตลาด” เพราะอาจารย์เห็นว่าระบบสุ่มตัวอย่างที่มีอยู่เดิมยังไม่ได้ยึดตามสัดส่วนจริงของห่วงโซ่อุปทาน แต่กระจายตามงบประมาณและบทบาทหน้าที่ของหน่วยงานมากกว่า กล่าวคือ บางหน่วยสุ่มที่ตลาด บางหน่วยสุ่มที่ห้าง บางหน่วยสุ่มที่ต้นน้ำ แต่ไม่เคยมองร่วมกันว่าผลผลิตของประเทศจริง ๆ กระจุกอยู่ที่ใดมากที่สุด ดังนั้นแม้จะตรวจจำนวนมาก ก็อาจไม่ใช่ตัวแทนของทั้งประเทศ หากจุดที่มีวอลุ่มสินค้าสูงกลับไม่ได้รับการสุ่มในสัดส่วนที่สมควร ผลที่ได้ย่อมไม่สะท้อนสถานการณ์จริง และอาจนำไปสู่ข้อสรุปเชิงนโยบายที่คลาดเคลื่อนได้
อาจารย์อธิบายเรื่องนี้ด้วยตรรกะทางสถิติอย่างตรงไปตรงมา หากจุดใดมีสัดส่วนสินค้ามาก ก็ต้องสุ่มมากเพื่อให้เป็นตัวแทนของระบบ เช่นเดียวกับการคำนวณขนาดตัวอย่างในงานวิจัยประชากร หากจังหวัดหนึ่งมีประชากรมากก็ย่อมต้องเก็บตัวอย่างมากกว่าจังหวัดเล็ก แต่ระบบปัจจุบันไม่ได้ยึดหลักสัดส่วนตลาดเช่นนั้น จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมการประมาณโครงสร้างตลาดจึงไม่ใช่เพียงงานประกอบฉากของโครงการ แต่เป็นฐานคิดสำคัญในการออกแบบระบบเฝ้าระวังใหม่ทั้งระบบ
ด้วยเหตุนี้ โครงการจึงจำเป็นต้องลงพื้นที่จริง ไม่สามารถพึ่งพาเฉพาะข้อมูลเอกสารหรือรายงานประจำปีได้ เพราะข้อมูลต้นน้ำอาจพอหาได้จากหน่วยงานระดับประเทศ เช่น สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรหรือกรมวิชาการเกษตร แต่ข้อมูลกลางน้ำและปลายน้ำจำนวนมากยังไม่ครบถ้วนในระบบเอกสาร การลงพื้นที่จึงมีเป้าหมายเพื่อสัมภาษณ์เชิงลึกผู้เล่นตลอดห่วงโซ่อุปทาน และประมาณการว่า สินค้าแต่ละชนิดไหลผ่านเส้นทางใด ด้วยสัดส่วนเท่าใด ก่อนจะไปถึงมือผู้บริโภค
ในเชิงพื้นที่ อาจารย์เล่าว่า สำหรับ “ส้ม” โครงการเลือกลงพื้นที่ที่อำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งเป็นพื้นที่ปลูกส้มสำคัญของประเทศ โดยพบทั้งเกษตรกรที่รวมกลุ่มเป็นแปลงใหญ่ รายย่อย สวนที่ได้รับ GAP สวนที่ไม่ได้ขอ GAP และสวนอินทรีย์ แต่ส้มอินทรีย์มีสัดส่วนต่ำมาก ต่ำกว่า 1% เนื่องจากส้มเป็นพืชที่มีโรคพืชรุนแรง หากไม่ใช้สารเคมีเลยอาจทำให้ผลผลิตเสียหายอย่างมาก ส่วน “พริก” เลือกพื้นที่แม่สอดและพบพระ จังหวัดตาก ซึ่งเป็นแหล่งปลูกสำคัญ โดยพบว่าการผลิตส่วนหนึ่งอยู่ในพื้นที่กลุ่มชาติพันธุ์บนดอย และ GAP ของพริกพบได้น้อยมาก เกษตรกรจำนวนไม่น้อยไม่เห็นแรงจูงใจในการขอ GAP เพราะราคาขายไม่ได้ดีขึ้นอย่างชัดเจน ทั้งยังมีความผันผวนของราคาและปัญหาแรงจูงใจเชิงตลาด ขณะเดียวกัน พื้นที่ชายแดนยังมีประเด็นเรื่องพริกนำเข้าที่ควบคุมยาก ทั้งในมิติการผ่านด่านและนอกด่าน
นอกจากแปลงปลูก โครงการยังลงพื้นที่ที่ด่านนำเข้า เช่น ด่านเชียงของ จังหวัดเชียงราย เพื่อทำความเข้าใจระบบกำกับดูแลสินค้านำเข้า อาจารย์อธิบายว่าด่านอาหารและยามีการจัดกลุ่มความเสี่ยงของสินค้า เช่น very high risk, high risk และกลุ่มเสี่ยงต่ำ เพื่อกำหนดความถี่ในการสุ่มตรวจ บางรายการที่มีประวัติปัญหาจะถูกสุ่มถี่มากหรือแทบทุกล็อต แต่ก็ยังมีข้อจำกัดสำคัญคือสินค้าผักผลไม้ไม่สามารถกักไว้ที่ด่านได้นาน เพราะเสี่ยงต่อการเน่าเสีย จึงเกิดสถานการณ์ที่บางครั้งสินค้าถูกกระจายออกไปสู่ตลาดและผู้บริโภคก่อนผลยืนยันจากห้องปฏิบัติการจะออก นี่คือความเสี่ยงเชิงระบบที่อาจารย์มองว่าสำคัญมากต่อการคุ้มครองผู้บริโภค
เมื่อมองให้ลึกไปกว่านั้น การลงพื้นที่ไม่ได้เพียงทำให้เห็นแหล่งผลิตหรือช่องทางกระจายสินค้าเท่านั้น แต่ยังช่วยเปิดให้เห็นว่า ระบบความปลอดภัยอาหารของไทยยังมีจุดอับอีกจำนวนมากที่ข้อมูลจากเอกสารไม่สามารถสะท้อนให้เห็นได้ครบ ทั้งในแง่พฤติกรรมผู้ผลิต โครงสร้างตลาดจริง เงื่อนไขทางเศรษฐกิจของเกษตรกร และข้อจำกัดเชิงกายภาพของระบบควบคุมสินค้าเสี่ยง
เมื่อเข้าสู่การวิเคราะห์เชิงระบบ อาจารย์ชี้ว่า “ล้ง” หรือจุดรับซื้อและรวบรวมผลผลิต คือคอขวดที่สำคัญที่สุดของห่วงโซ่อุปทานไทย ล้งมีปริมาณผลผลิตผ่านเข้าออกมากกว่าโรงคัดบรรจุหลายเท่า แต่กลับไม่มีหน่วยงานใดกำกับดูแลด้านความปลอดภัยอาหารหรือบังคับใช้ระบบตามสอบย้อนกลับอย่างจริงจัง ต่างจากโรงคัดบรรจุที่มีกฎหมายรองรับชัดเจน ล้งมักรับผลผลิตจากหลายแหล่ง มาคัดขนาด คัดคุณภาพ เทกองรวมกัน แล้วกระจายต่อไปยังตลาดทั่วประเทศ เมื่อข้อมูลถูกตัดตอนที่ล้ง การตามสอบย้อนกลับจากปลายน้ำกลับไปหาต้นน้ำจึงแทบเป็นไปไม่ได้ อาจารย์จึงมองว่า หากจะจัดการช่องโหว่ของระบบไทยอย่างจริงจัง ต้องเริ่มจากการมองเห็นบทบาทของล้งในฐานะ “จุดกลางน้ำที่สำคัญที่สุด” ไม่ใช่มองข้ามเพียงเพราะยังไม่มีหน่วยงานใดถือครองอำนาจกำกับโดยตรง
ที่สำคัญ อาจารย์ตั้งข้อสังเกตจากการลงพื้นที่ว่า คำอธิบายเชิงกฎหมายไม่เพียงพอ หากแต่ต้องมองความจริงเชิงกายภาพของระบบอาหารด้วย บางสถานที่รับซื้อหรือโรงเรือนรวบรวมผลผลิตยังขาดแม้แต่การจัดการสุขาภิบาลขั้นพื้นฐาน มีการวางผลผลิตกับพื้น มีเด็กหรือสัตว์เลี้ยงเดินผ่าน สิ่งเหล่านี้อาจไม่ถูกนับอยู่ในระบบเฝ้าระวังสารตกค้างโดยตรง แต่สะท้อนว่าระบบความปลอดภัยอาหารไทยยังมีจุดที่หลุดรอดจากสายตาของรัฐและสาธารณชนอยู่มาก
อย่างไรก็ตาม อาจารย์ไม่ได้มองภาคเอกชนหรือผู้ประกอบการล้งในเชิงลบฝ่ายเดียว เพราะจากการลงพื้นที่พบว่าผู้ประกอบการจำนวนหนึ่ง โดยเฉพาะรุ่นใหม่ มองมาตรฐานเป็นโอกาสในการแข่งขัน หากมีระบบที่ชัดเจนและไม่เพิ่มภาระเกินจำเป็น หลายรายพร้อมจะปรับตัว เพราะการได้รับการยอมรับจากรัฐหรือการได้รับความเชื่อถือจากตลาด สามารถกลายเป็นแต้มต่อทางธุรกิจได้ นี่เป็นข้อค้นพบสำคัญอีกด้านหนึ่งที่ทำให้อาจารย์มองว่าการยกระดับระบบไม่ได้ยากอย่างที่หลายคนกังวล หากออกแบบแรงจูงใจได้เหมาะสม
คำว่า traceability หรือการตามสอบย้อนกลับ จึงไม่ได้เป็นเพียงศัพท์เทคนิค แต่เป็นหัวใจของการปฏิรูประบบ อาจารย์อธิบายว่า ในกรณีผักผลไม้ที่บรรจุถุงหรือมี QR code ผู้บริโภคสามารถสแกนเพื่อทราบได้ว่าสินค้ามาจากโรงคัดใด แปลงปลูกใด และอยู่ในรุ่นการผลิตใด หากเกิดปัญหาท้องเสียหรือพบสารตกค้าง ก็สามารถตามกลับไปจัดการที่ต้นทางได้ แต่ในตลาดทั่วไปที่ขายแบบเทกอง การตามสอบย้อนกลับจะขึ้นอยู่กับว่าผู้ขายแยกแหล่งสินค้าไว้ดีเพียงใด บางกรณีทำได้ บางกรณีทำไม่ได้เลย สำหรับพริก ปัญหายิ่งซับซ้อนเพราะผลผลิตจากแปลงเล็ก ๆ หลายแห่งมักถูกเทรวมกัน ส่วนส้มบางรายอาจตามกลับได้ง่ายกว่าหากรับจากสวนประจำไม่กี่แห่งหรือมีสติกเกอร์ระบุสวนอยู่แล้ว ดังนั้น traceability ที่มีประสิทธิภาพต้องออกแบบให้ครอบคลุมทั้งห่วงโซ่ ไม่ใช่เฉพาะช่วงที่ระบบทางการเข้าถึงได้เท่านั้น
ในเชิงเศรษฐศาสตร์นโยบาย อาจารย์ยังชี้ให้เห็นว่าการสร้างแรงจูงใจเป็นเรื่องจำเป็นอย่างยิ่ง หากต้องการดึงผู้ผลิตและผู้ประกอบการเข้าสู่ระบบข้อมูลภาครัฐ เกษตรกรจำนวนมากมองว่าการทำ GAP หรือมาตรฐานอื่น ๆ มีต้นทุน แต่รายได้ไม่ได้เพิ่มตาม จึงขาดแรงจูงใจ การแก้ปัญหาจึงไม่ควรหยุดอยู่ที่การสั่งการหรือกำหนดกฎใหม่เท่านั้น แต่ต้องมีมาตรการด้านราคา ตลาด และสิทธิประโยชน์ เช่น การจัดตลาดเฉพาะสำหรับผลผลิตปลอดภัย การลดการพึ่งพาคนกลาง การสร้างตลาดตรงระหว่างเกษตรกรกับผู้บริโภค หรือการสนับสนุนให้เกิดโรงพยาบาลอาหารปลอดภัยที่รับซื้อผลผลิตปลอดภัยในพื้นที่ รวมถึงการใช้แรงจูงใจจากภาคเอกชน เช่น การสร้างโรงเรือน การลงทุนโรงคัดบรรจุ การจัดโซนผักปลอดภัย การตรวจสารตกค้างฟรี หรือแม้แต่การมอบโล่และประกาศนียบัตรรับรอง ซึ่งทั้งหมดล้วนเป็นเครื่องมือที่ทำให้มาตรฐานมีความหมายทางเศรษฐกิจจริงมากขึ้น
ความท้าทายอีกด้านหนึ่งที่อาจารย์เน้นคือเรื่องงบประมาณและข้อจำกัดทางเทคนิคของการตรวจวิเคราะห์ แม้การใช้ชุดทดสอบเบื้องต้นจะช่วยคัดกรองได้ แต่การยืนยันผลยังต้องพึ่งห้องปฏิบัติการ ซึ่งมีต้นทุนสูงระดับหลักหมื่นบาทต่อตัวอย่าง เพราะต้องใช้สารมาตรฐานจำนวนมาก ด้วยงบประมาณที่จำกัด หน่วยงานจึงจำเป็นต้องเลือกตรวจเฉพาะบางกลุ่มเสี่ยง ส่งผลให้การสุ่มตัวอย่างจำนวนมากตามหลักสถิติทำได้ยากยิ่งขึ้น นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมการออกแบบ “จุดตรวจที่ใช่” จึงสำคัญพอ ๆ กับการเพิ่มจำนวนตัวอย่าง เพราะหากสุ่มมากแต่สุ่มผิดจุด ก็สิ้นเปลืองงบประมาณโดยไม่ก่อให้เกิดการแก้ปัญหาเชิงระบบ
อีกประเด็นที่อาจารย์พูดถึงอย่างน่าสนใจคือ ภูมิทัศน์ตลาดกำลังเปลี่ยนไป บางส่วนเริ่มมีการขายตรงจากแปลงสู่ผู้บริโภคผ่านช่องทางออนไลน์ ทำให้ห่วงโซ่อุปทานบางช่วงถูกย่นระยะลง แต่ในขณะเดียวกันก็สร้างความท้าทายใหม่ต่อหน่วยงานรัฐ เพราะการควบคุมการโฆษณา การรับรองคุณภาพ และการติดตามสินค้าในตลาดออนไลน์ทำได้ยากกว่าช่องทางแบบเดิม การลงพื้นที่จึงไม่ได้เพียงช่วยยืนยันสิ่งที่นักวิจัยรู้อยู่แล้ว แต่ยังเปิดให้เห็น “ความเปลี่ยนแปลงใหม่” ของระบบตลาดที่ต้องนำมาคิดรวมในการออกแบบนโยบายต่อไป
ในระดับกระบวนการทำงาน อาจารย์ให้ความสำคัญกับเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างหน่วยงานเฝ้าระวังอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งในเอกสารโครงการระบุเป็นการประชุม Exchange Effort เพื่อให้หน่วยงานจากกระทรวงเกษตรและกระทรวงสาธารณสุข รวมถึงหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้อง ได้ร่วมกันกำหนดโจทย์ข้อมูล ความรู้ที่ต้องผลิต และแนวทางขับเคลื่อนเชิงนโยบายร่วมกัน เวทีลักษณะนี้สะท้อนแนวคิด UCIKT ที่เน้นการสร้างความรู้โดยมีผู้ใช้ความรู้เป็นศูนย์กลาง ไม่ใช่การวิจัยที่จบอยู่เพียงในวงวิชาการ แต่เป็นการวิจัยที่ทำงานควบคู่ไปกับผู้ปฏิบัติจริงและผู้กำหนดนโยบาย
หากมองในระดับประเทศ อาจารย์ชี้ชัดว่าระบบข้อมูลระดับชาติไม่ได้สำคัญเฉพาะกับการคุ้มครองผู้บริโภคในประเทศเท่านั้น แต่เชื่อมโยงกับความสามารถในการแข่งขันทางการค้าและการส่งออกด้วย ประเทศคู่ค้ามองเรื่องคุณภาพและมาตรฐานเป็นเงื่อนไขสำคัญ หากสินค้าเกษตรไทยพบปัญหาการตกค้างจนกระทบการส่งออก ผลกระทบจะย้อนกลับไปทั้งต้นน้ำและกลางน้ำโดยตรง ในอีกทางหนึ่ง ผู้บริโภคในประเทศเองก็มีสิทธิที่จะได้รับความปลอดภัยในมาตรฐานเดียวกัน ไม่ใช่ระบบที่เข้มงวดเมื่อส่งออก แต่ปล่อยให้ตลาดภายในประเทศแบกรับความเสี่ยงมากกว่า ดังนั้น ระบบข้อมูลระดับชาติจึงมีความหมายทั้งในมิติสิทธิผู้บริโภค ความมั่นคงด้านอาหาร การแข่งขันทางเศรษฐกิจ และการบริหารนโยบายสาธารณะในภาพรวม
ท้ายที่สุด อาจารย์ชนิพรรณมองว่า หากประเทศไทยมีระบบข้อมูลที่ดี เชื่อมโยงได้ ใช้งานได้จริง และนำไปสู่การวางแผนลดการตกค้างได้อย่างตรงจุด ผลลัพธ์จะเกิดขึ้นอย่างน้อยสองระดับ ระดับแรกคือความเสี่ยงจากสารตกค้างต่อสุขภาพจะลดลง เพราะปัญหาถูกจัดการที่ต้นทางอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ระดับที่สองคือผู้บริโภคจะมีความมั่นใจมากขึ้นในการบริโภคผักและผลไม้ เมื่อความมั่นใจเพิ่มขึ้น การบริโภคผักและผลไม้ก็มีโอกาสเพิ่มขึ้นตาม และเมื่อการบริโภคเพิ่มขึ้นถึงระดับที่เหมาะสม ก็จะช่วยลดความเสี่ยงของ NCDs ได้ทั้งในด้านเบาหวาน ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง และมะเร็ง ตามหลักฐานเชิงประจักษ์ที่องค์กรระหว่างประเทศใช้อ้างอิงอยู่แล้ว กล่าวอีกอย่างหนึ่ง ระบบข้อมูลที่ดีไม่ได้มีผลแค่ต่อ “การตรวจจับปัญหา” แต่มีผลต่อ “พฤติกรรมการบริโภค” และ “ผลลัพธ์สุขภาพของประชากร” ในระยะยาวด้วย